|ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าว pr ลงประกาศฟรี|
สภาพัฒน์ชงครม. เร่งเซ็นMOUพม่าเปิดด่านพัฒนาท่าเรือทวาย |Sat, 19 May 2012 23:10:00 +0700 || ผัวเมียตกลงไม่ได้ ทะเลาะชุลมุน 'พ.ต.ท.'ลูกหลงดับ |Sat, 19 May 2012 22:54:04 +0700 || นายกฯอนุมัติ 8 โครงการตามที่ กรอ.เสนอ |Sat, 19 May 2012 22:35:00 +0700 || ดันกฎหมายเอาผิดผู้สนับสนุนการเงินกลุ่มก่อการร้าย |Sat, 19 May 2012 22:00:00 +0700 || 'แม้ว'วิดีโอลิงก์ ย้ำให้รัฐบาลเยียวยาเสื้อแดง เสียใจกรณี'อากง' |Sat, 19 May 2012 21:59:18 +0700 || คลังขอไฟเขียวกฎหมายศุลกากรคุมพื้นที่ร่วมลุ่มน้ำโขง |Sat, 19 May 2012 21:50:00 +0700 || ล่า2โจรชุดดำ จี้ร้านทอง กวาด200บาท |Sat, 19 May 2012 21:41:09 +0700 || กิตติรัตน์ชงปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะปี 55 ก่อหนี้เพิ่ม3หมื่นล้าน |Sat, 19 May 2012 21:20:00 +0700 || 'ธิดา'นำจุดเทียนไว้อาลัย สดุดีเสื้อแดงเสียชีวิตจากเหตุการณ์ |Sat, 19 May 2012 21:01:23 +0700 || ปิดตำนานตะกรุดดำ-แดง พระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อจำลอง |Sat, 19 May 2012 21:00:00 +0700 || ผบช.ภ.4 จ่อตั้งกก.สอบปืนหายจากคลัง ลั่นเป็นความผิดร้ายแรง |Sat, 19 May 2012 20:25:00 +0700 || 'บีจี' คืนฟอร์ม ถล่มท่าเรือ 4-0 ขึ้นรองจ่าฝูงไทยพรีเมียร์ลีก |Sat, 19 May 2012 20:15:00 +0700 || ทส.ชงของบกลาง50ล้าน ปราบรุกป่า-ขยายพื้นที่ปลูกยางภาคใต้ |Sat, 19 May 2012 20:10:00 +0700 || ชงครม.สัญจร 109 ล้าน ลุย 4 โครงการป้องน้ำท่วมสุพรรณ |Sat, 19 May 2012 20:00:00 +0700 || นายกฯเปลี่ยนแผน งดขึ้นฮ.ดูเขื่อนเมืองกาญจน์ |Sat, 19 May 2012 19:47:00 +0700 || ค้นเรือนจำเชียงใหม่ ไม่พบมือถือ-ยาเสพติด แต่หนังสือโป๊อื้อ |Sat, 19 May 2012 19:35:00 +0700 || เร่งทำสำนวนมัดแก๊งปล้นรถขนเงิน สภ.ไทรงามวังเวง |Sat, 19 May 2012 19:20:00 +0700 || สปาไทยเก๊! เกลื่อน สบส.เร่งดันกฎหมายควบคุมธุรกิจ |Sat, 19 May 2012 18:28:00 +0700 || สรุปข่าวประจำวันที่19ก.พ.55 เวลา06.00-18.00น. |Sat, 19 May 2012 18:20:00 +0700 || 'นุ่น' โต้โทรวีน 'บอย' แทน 'เจี๊ยบ' ปัดแตกคอ 'หนิง' ยินดีมีลูก |Sat, 19 May 2012 18:18:00 +0700 ||

สรุปข่าวเด่นปี 2552 และเรื่องสำคัๆที่เกิดขึ้น

Posted by on Dec 18th, 2009 and filed under ข่าวเด่น. Tags: You can leave a response or trackback to this entry : Views : 144 views


อันดับ 4.งดงาม “สุริยุปราคา” ตระการตา “ฝนดาวตก”
ปี 2552 นับได้ว่าเป็นปีแห่งดาราศาสตร์ที่น่าจดจำอีกปีหนึ่ง เพราะนอกจากเป็น “ปีดาราศาสตร์สากล” แล้ว ยังเป็นปีที่มีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้น ด้วย นั่นคือ ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่ยาวนานที่สุดในศตวรรษที่ 21เริ่มต้นปีด้วยปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวนเมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่มีเส้นทางที่พาดผ่านมหาสมุทรอินเดีย และตะวันตกของอินโดนีเซีย ส่วนทางตอนใต้ของประเทศแอฟริกาใต้ มาดากัสการ์ ออสเตรเลีย อินเดียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทยและอินโดนีเซียสามารถเห็นสุริยุปราคาบางส่วนกันถ้วนหน้า

มาถึงวันที่ 22 ก.ค. เป็นวันที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกเฝ้ารอคอยที่จะสัมผัสปรากฏการณ์ “สุริยุปราคาเต็มดวง” ที่ครั้งนี้กินเวลายาวนานที่สุดในศตวรรษที่ 21 โดยแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านประเทศอินเดีย ภูฏาน จีน ญี่ปุ่น และมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ซึ่งบริเวณที่คราสเกิดยาวนานที่สุดคือบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ นานถึง 6 นาที 39 วินาที ส่วนในประเทศไทยเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนอีกเช่นกัน

ใช่เพียงนักดาราศาสตร์เท่านั้นที่สนใจปรากฏการณ์ครั้งสำคัญนี้ ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใต้เงาจันทร์ในวันอาทิตย์ ดับแสง ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้าสู่เมืองที่มีแนวคราสพาดผ่าน จนทำให้โรงแรมหรือที่พักเต็มทุกแห่ง แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยในบางพื้นที่ต่างต้องผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะเมฆฝนเป็นอุปสรรค ทำให้ไม่สามารถสังเกตเห็นช่วงเวลาที่เงาจันทร์บังตะวันจนมืดมิดได้

ปีนี้ยังเป็นปีที่มีปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” และ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” ให้เราได้ชมกันในช่วงค่ำคืนแห่งฤดูหนาวเมื่อช่วงกลางเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ที่ผ่านมา ที่ปีหน้าไร้แสงจันทร์รบกวนและมีจำนวนฝนดาวตกมากกว่า 100 ดวงต่อชั่วโมง

นอกจากนั้นในรอบปีที่ผ่านมายังมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์อื่นๆ ที่สำคัญเช่นกัน อาทิ ในเดือน ก.พ. มีปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดีในเดือน ก.พ. และ 4 ดวงจันทร์บริวารผ่านหน้าดาวเสาร์ ที่เกิดขึ้นทุกๆ 14-15 ปี และเดือน ส.ค. มีปรากฏการณ์ดาวเสาร์เกือบไร้วงแวน ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกๆ 15 ปี

สาวไต้หวันสวมหน้ากากอนามัยป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ (รอยเตอร์)

อันดับ3. “ไข้หวัดใหญ่ 2009″ โรคอุบัติใหม่ลามไปทั่วโลก

หลัง จากโรคซาร์สและไข้หวัดนกสงบลงได้ไม่กี่ปี ก็มีโรค “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่” โผล่มาสร้างความตระหนกให้ชาวโลกตื่นกลัวภัยจากโรคอุบัติใหม่อีกครั้งตั้งแต่ ช่วงต้นปี 52 เพราะแพร่ระบาดจากคนสู่คนอย่างรวดเร็ว และทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีรายงานการระบาดครั้งแรกในประเทศ เม็กซิโก ก่อนที่จะลุกลามสู่อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย จึงเรียกว่า “ไข้หวัดเม็กซิโก” หรือ “ไข้หวัดหมู” เพราะเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอช1เอ็น1 (H1N1) ซึ่งพบในหมู และส่งผลให้หลายแห่งทั่วโลกหวาดกลัวการบริโภคเนื้อหมูไปด้วย

ต่อมานักวิทยาศาสตร์ถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสดังกล่าวพบว่าไม่ เหมือนกับเชื้อ H1N1 ที่เคยพบมาก่อนหน้านั้น แต่มีลักษณะพันธุกรรมที่คล้ายกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบในหมู นก และคน ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน จึงมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ไข้หวัดใหญ่ 2009 เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าเชื้อดังกล่าวมีต้นตอมาจากหมู และตื่นกลัวจนไม่กล้ากินหมู

การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องออกมาตรการในการเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อและควบคุมการ ระบาดให้ได้ รวมถึงการรณรงค์ต่างๆ ที่จะช่วยให้ประชาชนปลอดภัยจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เช่น การสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเป็นไม่สบาย หรือหมั่นล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์

ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องทำงานหนักแข่งกับเวลาในการศึกษาทำ ความรู้จักกับเชื้อไวรัสร้ายตัวใหม่นี้ เพื่อคิดค้นวัคซีนป้องกันให้ได้ก่อนที่เชื้อจะกลายพันธุ์ หรือลุกลามสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านยารักษา ซึ่งก็มีงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับเชื้อไวรัสดังกล่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีการทดลองผลิตวัคซีนแล้วในปลายประเทศรวมทั้งไทย

แม้ปัจจุบันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่มีอาการเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และรุนแรงน้อยกว่าโรคไข้หวัดนกดูเหมือนจะสงบลงในประเทศไทย แต่ก็วางใจไม่ได้ว่าเชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์หรือมีการระบาดระลอกสองหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นระยะใน หลายประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั่วโลก มากกว่า 10,000 รายแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ธ.ค. 52)

(บนจากซ้าย) ผศ.ดร.จูงใจ ปั้นประณต, รศ.ดร.อาทิวรรณ โชติพฤกษ์, ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ และ ผศ.ดร.อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ นักวิจัยสตรี 4 คน ที่ได้รับทุนวิจัย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2552 (ล่างซ้าย) ผศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ (ล่างขวา)อลิซาเบธ เอช.แบลกเบิร์น

อันดับ 2. ปีทองของผู้หญิงโดดเด่นบนเวทีโลก

อาจ เรียกได้ว่าปี 2009 เป็นปีทองของสตรีในวงการวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการเชิดชูบนเวทีโลกมากที่สุด หากวัดจากผลการประกาศรางวัลโนเบลซึ่งมีผู้หญิงแท่นอันทรงเกียรติถึง 5 คน ส่วนนักวิจัยหญิงไทยก็ไม่น้อยหน้าเพราะได้โอกาสไปทำวิจัยไกลถึงขั้วโลกใต้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงจะได้รับโอกาสอันท้าทายเช่นนี้

เป็นประวัติศาสตร์ที่ “นักสตรีนิยม” ต้องจดจำอีกสำหรับการมอบรางวัลโนเบลประจำปี 2009 นี้ ซึ่งมีผู้หญิงขึ้นรับรางวัลถึง 5 คน ซึ่งในจำนวนนั้น เป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 3 คน ได้แก่ อลิซาเบธ เอช.แบลกเบิร์น (Elizabeth H. Blackburn) มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโก และ แครอล ไกรเดอร์ (Carol W. Greider) จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในสาขาสรีรศาสตร์และการแพทย์ และ อาดา โยนาธ (Ada Yonath) จากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์ ในสาขาเคมี

นับเป็นสถิติมอบรางวัลให้กับผู้หญิงในสาขาวิทยาศาสตร์มากที่สุด ซึ่งในจำนวนผู้หญิง 40 คนที่ได้รับรางวัลโนเบล มีเพียง 15 คนเท่านั้นที่เป็นนักวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ อลิซาเบซ แบลกเบิร์น และอาดา โยนาธ ยังได้รับรางวัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) รางวัลที่มอบโดยลอรีอัล (L’Oreal) และสำนักเลขาธิการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำปี 2008 ด้วย ซึ่งรางวัลดังกล่าวจะมอบให้แก่สตรีผู้ทำงานวิทยาศาสตร์ปีละ 5 คน พร้อมกันยังมีทุนในชื่อเดียวกับรางวัลนี้ ที่แบ่งเป็นทุนวิจัยระดับสากล ซึ่งมอบให้กับนักวิจัยสตรีทั่วโลกที่มีอายุไม่เกิน 35 ปี ปีละ 15 ทุนวิจัย โดยกระจายเป็นสัดส่วน 3 ทุนวิจัยต่อทวีป และทุนวิจัยระดับประเทศที่มอบให้ปีละ 4 ทุน

สำหรับปีนี้นักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุน “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ระดับประเทศ แบ่งเป็น 2 สาขา สาขาชีวภาพ ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ หัวหน้าห้องปฏิบัติการไมโครอะเรย์แบบครบวงจร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ รศ.ดร.อาทิวรรณ โชติพฤกษ์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวัสดุศาสตร์ ได้แก่ ผศ.ดร.อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.จูงใจ ปั้นประณต ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากนักวิจัยหญิงที่ได้รับการยกย่องบนเวทีอันทรงเกียรติแล้ว ยังมีนักวิจัยหญิงไทยที่ได้รับโอกาสอันท้าทายในการเดินทางไปทำวิจัยไกลถึง ขั้วโลกใต้ นั่นคือ ผศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะสำรวจ JARE-51 ของญี่ปุ่น โดยการสนับสนุนของสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งญี่ปุ่น (National Institute of Polar Research)

สภาวิจัยแห่งชาติและ องค์กรด้านการประดิษฐ์จากทั่วโลกมีมติร่วมกันทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “อัจฉริยภาพทางการประดิษฐ์” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

อันดับ 1. สิทธิบัตร 11 ชาติถวาย “ในหลวง” กษัตริย์นักประดิษฐ์

ทีม ข่าววิทยาศาสตร์ขอประเดิมการประมวลข่าวเด่นในรอบปี 2552 ด้วยเรื่องน่ายินดี ที่พสนิกรชาวไทยมีพระมหากษัตรย์ที่ทรงพระอัจฉริยภาพจนเป็นที่ประจักษ์ใน ระดับสากล โดยพระองค์ได้รับสิทธิบัตรฝนหลวงจากสหภาพยุโรปและฮ่องกง พร้อมทั้งมีการถวายรางวัล “อัจฉริยภาพทางการประดิษฐ์”

เมื่อช่วงเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาคณะทำงานในโครงการดำเนินการจดทะเบียนสิทธิบัตรถวายพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวได้ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรฝนหลวง ซึ่งออกโดยสำนักสิทธิบัตรของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป และสำนักสิทธิบัตรเขตบริหารพิเศษฮ่องกง รวมจำนวน 11 ประเทศ

การถวายสิทธิบัตรครั้งนี้เป็นผลมาจากสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปได้รับจด ทะเบียนสิทธิบัตรฝนหลวงในชื่อ “Weather Modification by Royal Rainmaking Technology” เลขที่ 1491088 พร้อมได้ประกาศโฆษณาการรับจดทะเบียนใน European Patent Bulletin ในปี 2548

สำหรับสิทธิบัตรฝนหลวงได้รับความคุ้มครองสิทธิในประเทศในกลุ่มสหภาพ ยุโรป จำนวน 30 ประเทศ อีกทั้งมีประเทศที่ออกสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการให้จำนวน 10 ประเทศ และสำนักสิทธิบัตรเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้ออกสิทธิบัตรฝนหลวงเป็นสิทธิบัตรเลขที่ HK 1072525 โดยมีอายุความคุ้มครอง 20 ปี นับจากวันยื่นคำขอรับจดสิทธิบัตรในสหภาพยุโรปคือตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. 2546

นอกจากนี้ในช่วงต้นปีสมาพันธ์นักประดิษฐ์นานาชาติ หรืออีเฟีย (International Federation of Inventors’ Associations: IFIA) มีมติทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “อัจฉริยภาพทางการประดิษฐ์” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงสร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์คิดค้นอันเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อ มนุษยชาติมากกว่า 1,000 ชิ้น นับเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการถวายรางวัลนี้

ข้อมูลจาก manager.co.th

Share
QR Code for สรุปข่าวเด่นปี 2552 และเรื่องสำคัๆที่เกิดขึ้น

You must be logged in to post a comment Login



Recent Entries