<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บริการ ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ฟรี &#187; เรื่องน่ารู้</title>
	<atom:link href="http://www.pr-th.com/category/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.pr-th.com</link>
	<description>ข่าว PR ฝากข่าวประชาสัมพันธ์</description>
	<lastBuildDate>Fri, 03 Feb 2012 08:30:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ทักษะที่จะทำให้ผู้รับสมัครงานรู้สึกประทับใจ</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Jul 2010 05:14:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=7348</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าคุณ กำลังหางานใหม่ ในช่วงนี้ สิ่งที่ควรจะมุ่งเน้นคือ ทักษะที่จะทำให้ผู้รับสมัครงานรู้สึกประทับใจ เรียนรู้ที่จะแสดงทักษะเหล่านั้นให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการใส่ลงใน Resume ในการติดต่อสัมพันธ์กันในงาน Job Fair หรือแม้แต่ในงานสังสรรค์ระหว่างองค์กรด้วยกันเอง ก็อาจจะทำให้คุณได้รับการทาบทามให้ไปร่วมงานในองค์กรใหม่ก็ได้ 1. ความมุ่งมั่นในการทำงาน – คุณมีแรงจูงใจและความมุ่งมั่นในการทำงานให้แล้วเสร็จหรือไม่โดยเฉพาะถ้ามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น คุณมีความรอบคอบระมัดระวังในการทำงานเพื่อให้งานออกมาดีที่สุดหรือเปล่า 2. ทัศนคติในแง่บวก – คุณเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีหรือไม่ คุณจะสามารถส่งพลังงานที่ดี ไมตรีจิต และมิตรภาพออกมาได้ดีแค่ไหน 3. ทักษะในการสื่อสาร – คุณเป็นคนที่สื่อสารได้ชัดเจนและเป็นผู้ฟังที่ดีหรือไม่ คุณสามารถที่จะสื่อสารความต้องการหรือแสดงความคิดเห็นของคุณออกมาโดยผู้อื่นไม่รู้สึกว่าคุณกำลังคุกคามเขาอยู่ใช่ไหม 4. ความสามารถในการบริหารเวลา – คุณสามารถจัดลำดับความสำคัญของงานและสามารถทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกันใช่ไหม คุณใช้เวลาในการทำงานของคุณอย่างคุ้มค่าหรือไม่ 5. ความสามารถในการแก้ปัญหา – คุณมีความคิดสร้างสรรค์ในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดีเพียงใด คุณเป็นคนรับผิดชอบและหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหรือทำเฉยเพื่อให้คนอื่นแก้ปัญหาให้ 6. การมีส่วนร่วมกับทีม – คุณสามารถทำงานเป็นทีมได้ไหม คุณจะให้ความร่วมมือและรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมายอย่างสุดความสามารถหรือไม่ 7. ความมั่นใจในตนเอง – คุณมีความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่าคุณสามารถทำงานออกมาได้ดี คุณสามารถแสดงให้เห็นถึงความสุขุมของคุณ และมีความเชื่อมั่นในคนอื่นหรือไหม คุณมีความกล้าพอที่จะถามคำถามที่คาใจใครหลายๆ คนไหม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="_mcePaste"><a href="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/07/job1-300x198.jpg" class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" ><img class="alignleft size-full wp-image-7349" title="10 ข้อสำหรับคนหางาน" src="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/07/job1-300x198.jpg" alt="" width="300" height="198" /></a>ถ้าคุณ <strong>กำลังหางานใหม่</strong> ในช่วงนี้ สิ่งที่ควรจะมุ่งเน้นคือ ทักษะที่จะทำให้ผู้รับสมัครงานรู้สึกประทับใจ เรียนรู้ที่จะแสดงทักษะเหล่านั้นให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการใส่ลงใน <strong>Resume </strong> ในการติดต่อสัมพันธ์กันในงาน <strong>Job Fair</strong> หรือแม้แต่ในงานสังสรรค์ระหว่างองค์กรด้วยกันเอง ก็อาจจะทำให้คุณได้รับการทาบทามให้ไปร่วมงานในองค์กรใหม่ก็ได้<br />
1. <strong>ความมุ่งมั่นในการทำงาน </strong>– คุณมีแรงจูงใจและความมุ่งมั่นในการทำงานให้แล้วเสร็จหรือไม่โดยเฉพาะถ้ามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น คุณมีความรอบคอบระมัดระวังในการทำงานเพื่อให้งานออกมาดีที่สุดหรือเปล่า</div>
<div id="_mcePaste">2.<strong> ทัศนคติในแง่บวก</strong> – คุณเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีหรือไม่ คุณจะสามารถส่งพลังงานที่ดี ไมตรีจิต และมิตรภาพออกมาได้ดีแค่ไหน</div>
<div id="_mcePaste">3.<strong> ทักษะในการสื่อสาร </strong>– คุณเป็นคนที่สื่อสารได้ชัดเจนและเป็นผู้ฟังที่ดีหรือไม่ คุณสามารถที่จะสื่อสารความต้องการหรือแสดงความคิดเห็นของคุณออกมาโดยผู้อื่นไม่รู้สึกว่าคุณกำลังคุกคามเขาอยู่ใช่ไหม</div>
<div id="_mcePaste">4.<strong> ความสามารถในการบริหารเวลา</strong> – คุณสามารถจัดลำดับความสำคัญของงานและสามารถทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกันใช่ไหม คุณใช้เวลาในการทำงานของคุณอย่างคุ้มค่าหรือไม่</div>
<div id="_mcePaste">5. <strong>ความสามารถในการแก้ปัญหา </strong>– คุณมีความคิดสร้างสรรค์ในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดีเพียงใด คุณเป็นคนรับผิดชอบและหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหรือทำเฉยเพื่อให้คนอื่นแก้ปัญหาให้</div>
<div id="_mcePaste">6. <strong>การมีส่วนร่วมกับทีม </strong>– คุณสามารถทำงานเป็นทีมได้ไหม คุณจะให้ความร่วมมือและรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมายอย่างสุดความสามารถหรือไม่</div>
<div id="_mcePaste">7.<strong> ความมั่นใจในตนเอง </strong>– คุณมีความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่าคุณสามารถทำงานออกมาได้ดี คุณสามารถแสดงให้เห็นถึงความสุขุมของคุณ และมีความเชื่อมั่นในคนอื่นหรือไหม คุณมีความกล้าพอที่จะถามคำถามที่คาใจใครหลายๆ คนไหม</div>
<div id="_mcePaste">8. <strong>ความสามารถในการยอมรับและเรียนรู้จากคำวิพากษ์วิจารณ์ </strong>– คุณสามารถรับมือกับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ดีแค่ไหน คุณเป็นคนเปิดกว้างและสามารถนำคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นมาคิดและเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเองได้หรือไม่</div>
<div id="_mcePaste">9. <strong>ความยืดหยุ่นและการปรับตัว </strong>– คุณสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และความท้าทายใหม่ๆได้ไหม คุณปรับตัวเพื่อให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงและเปิดรับไอเดียใหม่ๆได้หรือไม่</div>
<div id="_mcePaste">10. <strong>ความสามารถในการทำงานภายใต้แรงกดดัน </strong>– คุณสามารถรับมือกับแรงกดดันที่มาจากเวลาในการทำงานที่น้อยหรือสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงได้ไหม คุณสามารถทำงานได้ดีภายใต้ข้อจำกับเรื่องทรัพยากรหรือไม่</div>
<div id="_mcePaste"></div>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b3%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25aa%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F07&amp;t=%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%88"  id="facebook_share_button_7348" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_7348') || document.getElementById('facebook_share_icon_7348') || document.getElementById('facebook_share_both_7348') || document.getElementById('facebook_share_button_7348');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_7348') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สัมภาษณ์งาน เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน ให้ได้งาน</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b1/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b1/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Jun 2010 06:45:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[สัมภาษณ์งาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=7084</guid>
		<description><![CDATA[ทิปส์เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับ หัวข้อสัมภาษณ์งาน เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน อันดับแรกในการ เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน คือการแต่งกายให้เรียบร้อย เหมาะกับกาลเทศะ เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ โดยส่วนใหญ่การสัมภาษณ์งานจะค่อนข้างเป็นทางการ ดังนั้น การเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน ควรแต่งกายให้ดูสะอาด เรียบร้อย และก่อนออกจากบ้าน ควรสำรวจตัวเองอีกครั้งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองค่ะ หัวข้อสัมภาษณ์งาน หัวข้อสัมภาษณ์งาน ก็เป็นอีกเรื่องที่ผู้ไปรับสัมภาษณ์งานควรศึกษาและ เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน ให้พร้อม เพื่อเวลาถูกสัมภาษณ์จะได้ไม่ตื่นเต้นและเกิดอาหารประหม่า ทั้งนี้หลักในการตอบคำถาม หัวข้อสัมภาษณ์งาน ควรตอบให้ตรงประเด็น กระชับ ได้ใจความ มีความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงยกตัวอย่างเพื่อให้คำตอบชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำคัญข้อมูลต้องถูกต้องและเป็นความจริงด้วย และวันนี้เรามีตัวอย่าง หัวข้อสัมภาษณ์งาน มาให้อ่าน และแนะนำไปปรับใช้เวลาสัมภาษณ์งานมาฝากค่ะ 1. เล่าประวัติเกี่ยวกับตัวคุณ แนะนำว่าคุณควรใช้เวลาในการแนะนำตัวเองเพียงสั้น ๆ แค่ 2-3 นาทีพอ เน้นแบบกระชับได้ใจความ รวมถึงบอกว่าตัวเองเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่าย รู้จักปรับตัว ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น และเรียนรู้เร็ว ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้เล่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวคุณตั้งแต่สมัยเรียนประถม จนถึงทำงาน โดยไม่มีอะไรน่าสนใจ หรือไม่มีอะไรเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่คุณสมัครมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="_mcePaste"><a href="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/06/job1.jpg" class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" ><img class="aligncenter size-medium wp-image-7083" title="สัมภาษณ์งาน เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน ให้ได้งาน" src="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/06/job1-300x198.jpg" alt="" width="300" height="198" /></a>ทิปส์เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับ หัวข้อสัมภาษณ์งาน เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน</div>
<div id="_mcePaste"><strong>เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน</strong></div>
<div id="_mcePaste">อันดับแรกในการ เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน คือการแต่งกายให้เรียบร้อย เหมาะกับกาลเทศะ เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ โดยส่วนใหญ่การสัมภาษณ์งานจะค่อนข้างเป็นทางการ ดังนั้น การเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน ควรแต่งกายให้ดูสะอาด เรียบร้อย และก่อนออกจากบ้าน ควรสำรวจตัวเองอีกครั้งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองค่ะ</div>
<div id="_mcePaste">หัวข้อสัมภาษณ์งาน</div>
<div id="_mcePaste">หัวข้อสัมภาษณ์งาน ก็เป็นอีกเรื่องที่ผู้ไปรับสัมภาษณ์งานควรศึกษาและ เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน ให้พร้อม เพื่อเวลาถูกสัมภาษณ์จะได้ไม่ตื่นเต้นและเกิดอาหารประหม่า</div>
<div id="_mcePaste">ทั้งนี้หลักในการตอบคำถาม หัวข้อสัมภาษณ์งาน ควรตอบให้ตรงประเด็น กระชับ ได้ใจความ มีความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงยกตัวอย่างเพื่อให้คำตอบชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำคัญข้อมูลต้องถูกต้องและเป็นความจริงด้วย และวันนี้เรามีตัวอย่าง หัวข้อสัมภาษณ์งาน มาให้อ่าน และแนะนำไปปรับใช้เวลาสัมภาษณ์งานมาฝากค่ะ</div>
<div id="_mcePaste">1. เล่าประวัติเกี่ยวกับตัวคุณ</div>
<div id="_mcePaste">แนะนำว่าคุณควรใช้เวลาในการแนะนำตัวเองเพียงสั้น ๆ แค่ 2-3 นาทีพอ เน้นแบบกระชับได้ใจความ รวมถึงบอกว่าตัวเองเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่าย รู้จักปรับตัว ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น และเรียนรู้เร็ว</div>
<div id="_mcePaste">ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้เล่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวคุณตั้งแต่สมัยเรียนประถม จนถึงทำงาน โดยไม่มีอะไรน่าสนใจ หรือไม่มีอะไรเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่คุณสมัครมา</div>
<div id="_mcePaste">2. ทำไมคุณถึงคิดว่าเหมาะกับงานนี้</div>
<div id="_mcePaste">หัวข้อนี้แนะนำให้เล่าประสบการทำงานที่ผ่านมา และความสามารถที่เกี่ยวกับงานในตำแหน่งที่คุณสมัครมา ว่าอะไรที่ทำให้คุณเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้  และคุณมีจุดเด่นเหมาะกับงานตำแหน่งนี้มากกว่าคนอื่น ๆ ตรงไหนบ้าง</div>
<div id="_mcePaste">สำหรับผู้ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน ก็ให้บอกจุดเด่นในการทำกิจกรรมในสมัยที่ยังเป็นนักศึกษา หากคุณไม่ค่อยทำกิจกรรม อาจบอกว่าเพราะคุณทุ่มเทกับเรื่องเรียน พร้อมยกตัวอย่างเกรดเฉลี่ยสวย ๆ หรือวิชาที่คุณเรียนแล้วได้เกรดดี ๆ และเหมาะกับตำแหน่งงานมาประกอบการอธิบายก็ได้</div>
<div id="_mcePaste">อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ตอบคำถามสั้น ๆ และไม่มีเหตุผลอธิบายประกอบ เช่น &#8220;ด้วยประสบการณ์ทำงาน 2 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าสามารถทำงานนี้ได้&#8221;</div>
<div id="_mcePaste">3. คุณคิดว่าตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง</div>
<div id="_mcePaste">แนะนำว่า คุณควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับขอบเขตงานในตำแหน่งที่คุณไปสัมภาษณ์ก่อน และเวลาตอบต้องสั้น กระชับได้ใจความ  อย่าตอบคำถามแบบมั่นใจในตัวเองจนเกินไป หรือตอบแบบสร้างภาพพจน์ไม่ดีให้กับตัวเอง เช่น &#8220;ทราบมาว่าที่นี่กำลังขาดผู้จัดการฝ่ายการตลาด ด้วยประสบการณ์งาน 3 ปีในด้านนี้ ทำให้คิดว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้&#8221;</div>
<div id="_mcePaste">4. คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทเราบ้าง</div>
<div id="_mcePaste">อันดับแรกที่คุณต้องไปสัมภาษณ์งาน สิ่งที่คุณควรรู้คือ ข้อมูลองค์กรที่คุณจะไปสัมภาษณ์ รวมถึงขอบเขตงานในตำแหน่งงาน ที่ เช่น ผลิตภัณฑ์ กลุ่มลูกค้า คู่แข่ง ภาพลักษณ์องค์กร ที่มาและประวัติขององค์กร ฯลฯ</div>
<div id="_mcePaste">อย่างไรก็ตาม คำตอบไหนที่คุณไม่แน่ใจ อย่าพยายามที่จะตอบ เพราะอาจจะทำให้ผู้สัมภาษณ์งานรู้ได้ว่า คุณไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับองค์กรและตำแหน่งงานมา หากคำตอบไม่แน่ใจ คุณอาจจะถามกลับผู้สัมภาษณ์งาน เพื่อให้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมได้ แต่ทั้งนี้อย่าลืมบอกว่า คุณได้ศึกษาเกี่ยวกับองค์กรมา และความสนใจที่อยากจะทราบเกี่ยวกับองค์กรเพิ่มเติม</div>
<div id="_mcePaste">5. อะไรคือจุดมุ่งหมายระยะยาวในการทำงานของคุณ</div>
<div id="_mcePaste">แนะนำให้พูดถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต และต้องบอกวิธีที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ซึ่งควรจะเกี่ยวข้องกับงานที่สัมภาษณ์อยู่ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ตอบในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัครอยู่  เพราะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ</div>
<div id="_mcePaste">6. ถ้าได้งานนี้ คุณคิดว่าจะทำงานที่นี่นานเท่าไหร่</div>
<div id="_mcePaste">ควรตอบคำถามที่เน้นและพุ่งประเด็นไปที่การทุ่มเทงานของคุณ เช่น อาจจะตอบว่าตราบใดที่งานมีความยากและท้าทาย ก็จะขอจะทุ่มเทความสามารถของตัวเองให้เต็มที่ เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้กับองค์กร อย่างไรก็ตาม ไม่ควรบอกระยะเวลาไป เช่น มีแผนไปเรียนต่ออีก 2-3 ปีข้างหน้า หรือทางบ้านมีแผนให้ไปช่วยธุรกิจที่บ้าน</div>
<div id="_mcePaste">7. อะไรคือจุดอ่อนของคุณ</div>
<div id="_mcePaste">ควรเลือกจุดอ่อนที่เป็นความจริงและกำลังปรับปรุงหรือพัฒนา เช่น ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง  ซึ่งตอนนี้กำลังเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม</div>
<div id="_mcePaste">8. ทำไมคุณถึงลาออกจากงานเก่า</div>
<div id="_mcePaste">ตอบความจริงให้มากที่สุด แต่ถ้าความจริงมันเลวร้ายก็อย่าตอบหมด เนื่องจากว่าผู้สัมภาษณ์ อาจขออนุญาตติดต่อบุคคลอ้างอิงเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้น  ทั้งนี้แนะนำว่า ไม่ควรวิพากษณ์วิจารณ์เกี่ยวกับองค์กร เจ้านาย หรือเพื่อนร่วมงานเก่าที่คุณลาออกมา เพราะมันจะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูไม่ดี</div>
<div id="_mcePaste">9. อะไรคือสิ่งที่คุณชอบและไม่ชอบในงานเก่า (หรืองานที่กำลังทำอยู่)</div>
<div id="_mcePaste">แนะนำว่าควรบอกสิ่งที่ชอบมากกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ และให้คำอธิบายรวมถึงเหตุผลว่าทำไมเราจึงคิดเช่นนั้น และไม่แนะนำให้บอกในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน หรืออ้างอิงถึงบุคคล เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังวิจารณ์คนอื่น และไม่จำเป็นต้องเล่าทุกอย่างที่แย่ ๆ เกี่ยวกับงาน เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา</div>
<div id="_mcePaste">10. อะไรคือสิ่งที่คุณประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต</div>
<div id="_mcePaste">คุณอาจพูดถึงการเลื่อนขั้น ปรับตำแหน่งในการทำงาน หรือตลอดระยะเวลาที่ทำงานมามีแต่ความราบรื่นไม่เคยมีปัญหากับลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงาน ถ้าเป็นผู้สมัครที่เพิ่งจบการศึกษา อาจจะพูดถึงเกรดเฉลี่ย หรือความภาคภูมิใจที่สามารถสอบเข้ามหาลัยที่มีชื่อเสียงได้</div>
<div id="_mcePaste">11. คุณมีวิธีจัดการกับความกดดันอย่างไร</div>
<div id="_mcePaste">คำตอบที่ควรตอบคือ บอกว่า ต้องตั้งสติ ไม่ร้อนรนไปกับสิ่งที่มากดดันให้เกิดความเครียด แต่ควรแปรความกดดันเป็นพลังงานที่จะนำไปพัฒนาสร้างสรรค์งานต่าง ๆ ตลอดจนผลักดันให้ตัวคุณก้าวข้ามอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ไปสู่ความสำเร็จให้จงได้ พร้อมยกตัวอย่างวิธีจัดการกับความกดดันที่เคยเกิดขึ้นกับคุณ</div>
<div id="_mcePaste">12. คุณคาดหวังเงินเดือนเท่าไหร่</div>
<div id="_mcePaste">แนะนำให้คุณลองสืบข้อมูลดูก่อนว่าส่วนใหญ่ด้วยตำแหน่งและประสบการณ์ทำงานเงินเดือนเท่าไหร่ แล้วเสนอเป็นระดับช่วงเงินเดือนจะดีกว่าระบุเป็นตัวเลขตายตัว เพราะจะทำให้คุณสามารถต่อรองเงินเดือนจากความสามารถเฉพาะตัวของคุณได้</div>
<div id="_mcePaste">13. คำถามสุดท้ายคุณมีอะไรจะถามไหม</div>
<div id="_mcePaste">ตัวอย่างคำถามที่ควรถามเช่น  ตำแหน่งของดิฉันอยู่ในตำแหน่งใดในโครงสร้างของบริษัท, เวลาทำงานปกติคือเวลาใด, กรุณาบอกคร่าว ๆ ถึงเป้าหมายของบริษัท เป็นต้น</div>
<div id="_mcePaste">คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน</div>
<div id="_mcePaste">แนะนำให้ฝึกตอบทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เนื่องจากบางบริษัทอาจจะสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ</div>
<div id="_mcePaste">ฝึกตอบคำถามหน้ากระจกและสำรวจบุคลิกภาพของตัวเอง</div>
<div id="_mcePaste">เวลาตอบคำถามควรสบตากับผู้สัมภาษณ์</div>
<div id="_mcePaste">ไม่ควรเท้าคาง หรือโต๊ะสัมภาษณ์</div>
<div id="_mcePaste">ตอบคำถามแบบมั่นใจ พูดจาฉะฉาน</div>
<div id="_mcePaste">อย่างไรก็ตาม เตรียมตัวไปสัมภาษณ์งาน และเตรียมหัวข้อสัมภาษณ์งาน ไว้ก่อนจะทำให้เรามีความพร้อมและเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น และโอกาสที่จะได้งานก็มีมากขึ้นเช่นกัน แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่องค์กรหรือคนสัมภาษณ์จะรับเข้าทำงานส่วนใหญ่ จะพิจารณาจากความสามารถว่าคุณเหมาะกับงานตำแหน่งที่องค์กรจะรับหรือไม่ …</div>
<p>ทิปส์เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับ หัวข้อสัมภาษณ์งาน เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน<br />
เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน<br />
อันดับแรกในการ เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน คือการแต่งกายให้เรียบร้อย เหมาะกับกาลเทศะ เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ โดยส่วนใหญ่การสัมภาษณ์งานจะค่อนข้างเป็นทางการ ดังนั้น การเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน ควรแต่งกายให้ดูสะอาด เรียบร้อย และก่อนออกจากบ้าน ควรสำรวจตัวเองอีกครั้งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองค่ะ<br />
หัวข้อสัมภาษณ์งาน<br />
หัวข้อสัมภาษณ์งาน ก็เป็นอีกเรื่องที่ผู้ไปรับสัมภาษณ์งานควรศึกษาและ เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน ให้พร้อม เพื่อเวลาถูกสัมภาษณ์จะได้ไม่ตื่นเต้นและเกิดอาหารประหม่า<br />
ทั้งนี้หลักในการตอบคำถาม หัวข้อสัมภาษณ์งาน ควรตอบให้ตรงประเด็น กระชับ ได้ใจความ มีความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงยกตัวอย่างเพื่อให้คำตอบชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำคัญข้อมูลต้องถูกต้องและเป็นความจริงด้วย และวันนี้เรามีตัวอย่าง หัวข้อสัมภาษณ์งาน มาให้อ่าน และแนะนำไปปรับใช้เวลาสัมภาษณ์งานมาฝากค่ะ</p>
<p>1. เล่าประวัติเกี่ยวกับตัวคุณ<br />
แนะนำว่าคุณควรใช้เวลาในการแนะนำตัวเองเพียงสั้น ๆ แค่ 2-3 นาทีพอ เน้นแบบกระชับได้ใจความ รวมถึงบอกว่าตัวเองเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่าย รู้จักปรับตัว ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น และเรียนรู้เร็ว<br />
ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้เล่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวคุณตั้งแต่สมัยเรียนประถม จนถึงทำงาน โดยไม่มีอะไรน่าสนใจ หรือไม่มีอะไรเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่คุณสมัครมา<br />
2. ทำไมคุณถึงคิดว่าเหมาะกับงานนี้<br />
หัวข้อนี้แนะนำให้เล่าประสบการทำงานที่ผ่านมา และความสามารถที่เกี่ยวกับงานในตำแหน่งที่คุณสมัครมา ว่าอะไรที่ทำให้คุณเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้  และคุณมีจุดเด่นเหมาะกับงานตำแหน่งนี้มากกว่าคนอื่น ๆ ตรงไหนบ้าง<br />
สำหรับผู้ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน ก็ให้บอกจุดเด่นในการทำกิจกรรมในสมัยที่ยังเป็นนักศึกษา หากคุณไม่ค่อยทำกิจกรรม อาจบอกว่าเพราะคุณทุ่มเทกับเรื่องเรียน พร้อมยกตัวอย่างเกรดเฉลี่ยสวย ๆ หรือวิชาที่คุณเรียนแล้วได้เกรดดี ๆ และเหมาะกับตำแหน่งงานมาประกอบการอธิบายก็ได้<br />
อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ตอบคำถามสั้น ๆ และไม่มีเหตุผลอธิบายประกอบ เช่น &#8220;ด้วยประสบการณ์ทำงาน 2 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าสามารถทำงานนี้ได้&#8221;<br />
3. คุณคิดว่าตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง<br />
แนะนำว่า คุณควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับขอบเขตงานในตำแหน่งที่คุณไปสัมภาษณ์ก่อน และเวลาตอบต้องสั้น กระชับได้ใจความ  อย่าตอบคำถามแบบมั่นใจในตัวเองจนเกินไป หรือตอบแบบสร้างภาพพจน์ไม่ดีให้กับตัวเอง เช่น &#8220;ทราบมาว่าที่นี่กำลังขาดผู้จัดการฝ่ายการตลาด ด้วยประสบการณ์งาน 3 ปีในด้านนี้ ทำให้คิดว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้&#8221;<br />
4. คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทเราบ้าง<br />
อันดับแรกที่คุณต้องไปสัมภาษณ์งาน สิ่งที่คุณควรรู้คือ ข้อมูลองค์กรที่คุณจะไปสัมภาษณ์ รวมถึงขอบเขตงานในตำแหน่งงาน ที่ เช่น ผลิตภัณฑ์ กลุ่มลูกค้า คู่แข่ง ภาพลักษณ์องค์กร ที่มาและประวัติขององค์กร ฯลฯ<br />
อย่างไรก็ตาม คำตอบไหนที่คุณไม่แน่ใจ อย่าพยายามที่จะตอบ เพราะอาจจะทำให้ผู้สัมภาษณ์งานรู้ได้ว่า คุณไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับองค์กรและตำแหน่งงานมา หากคำตอบไม่แน่ใจ คุณอาจจะถามกลับผู้สัมภาษณ์งาน เพื่อให้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมได้ แต่ทั้งนี้อย่าลืมบอกว่า คุณได้ศึกษาเกี่ยวกับองค์กรมา และความสนใจที่อยากจะทราบเกี่ยวกับองค์กรเพิ่มเติม<br />
5. อะไรคือจุดมุ่งหมายระยะยาวในการทำงานของคุณ<br />
แนะนำให้พูดถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต และต้องบอกวิธีที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ซึ่งควรจะเกี่ยวข้องกับงานที่สัมภาษณ์อยู่ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ตอบในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัครอยู่  เพราะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ<br />
6. ถ้าได้งานนี้ คุณคิดว่าจะทำงานที่นี่นานเท่าไหร่<br />
ควรตอบคำถามที่เน้นและพุ่งประเด็นไปที่การทุ่มเทงานของคุณ เช่น อาจจะตอบว่าตราบใดที่งานมีความยากและท้าทาย ก็จะขอจะทุ่มเทความสามารถของตัวเองให้เต็มที่ เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้กับองค์กร อย่างไรก็ตาม ไม่ควรบอกระยะเวลาไป เช่น มีแผนไปเรียนต่ออีก 2-3 ปีข้างหน้า หรือทางบ้านมีแผนให้ไปช่วยธุรกิจที่บ้าน<br />
7. อะไรคือจุดอ่อนของคุณ<br />
ควรเลือกจุดอ่อนที่เป็นความจริงและกำลังปรับปรุงหรือพัฒนา เช่น ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง  ซึ่งตอนนี้กำลังเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม<br />
8. ทำไมคุณถึงลาออกจากงานเก่า<br />
ตอบความจริงให้มากที่สุด แต่ถ้าความจริงมันเลวร้ายก็อย่าตอบหมด เนื่องจากว่าผู้สัมภาษณ์ อาจขออนุญาตติดต่อบุคคลอ้างอิงเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้น  ทั้งนี้แนะนำว่า ไม่ควรวิพากษณ์วิจารณ์เกี่ยวกับองค์กร เจ้านาย หรือเพื่อนร่วมงานเก่าที่คุณลาออกมา เพราะมันจะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูไม่ดี<br />
9. อะไรคือสิ่งที่คุณชอบและไม่ชอบในงานเก่า (หรืองานที่กำลังทำอยู่)<br />
แนะนำว่าควรบอกสิ่งที่ชอบมากกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ และให้คำอธิบายรวมถึงเหตุผลว่าทำไมเราจึงคิดเช่นนั้น และไม่แนะนำให้บอกในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน หรืออ้างอิงถึงบุคคล เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังวิจารณ์คนอื่น และไม่จำเป็นต้องเล่าทุกอย่างที่แย่ ๆ เกี่ยวกับงาน เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา<br />
10. อะไรคือสิ่งที่คุณประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต<br />
คุณอาจพูดถึงการเลื่อนขั้น ปรับตำแหน่งในการทำงาน หรือตลอดระยะเวลาที่ทำงานมามีแต่ความราบรื่นไม่เคยมีปัญหากับลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงาน ถ้าเป็นผู้สมัครที่เพิ่งจบการศึกษา อาจจะพูดถึงเกรดเฉลี่ย หรือความภาคภูมิใจที่สามารถสอบเข้ามหาลัยที่มีชื่อเสียงได้<br />
11. คุณมีวิธีจัดการกับความกดดันอย่างไร<br />
คำตอบที่ควรตอบคือ บอกว่า ต้องตั้งสติ ไม่ร้อนรนไปกับสิ่งที่มากดดันให้เกิดความเครียด แต่ควรแปรความกดดันเป็นพลังงานที่จะนำไปพัฒนาสร้างสรรค์งานต่าง ๆ ตลอดจนผลักดันให้ตัวคุณก้าวข้ามอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ไปสู่ความสำเร็จให้จงได้ พร้อมยกตัวอย่างวิธีจัดการกับความกดดันที่เคยเกิดขึ้นกับคุณ<br />
12. คุณคาดหวังเงินเดือนเท่าไหร่<br />
แนะนำให้คุณลองสืบข้อมูลดูก่อนว่าส่วนใหญ่ด้วยตำแหน่งและประสบการณ์ทำงานเงินเดือนเท่าไหร่ แล้วเสนอเป็นระดับช่วงเงินเดือนจะดีกว่าระบุเป็นตัวเลขตายตัว เพราะจะทำให้คุณสามารถต่อรองเงินเดือนจากความสามารถเฉพาะตัวของคุณได้<br />
13. คำถามสุดท้ายคุณมีอะไรจะถามไหม<br />
ตัวอย่างคำถามที่ควรถามเช่น  ตำแหน่งของดิฉันอยู่ในตำแหน่งใดในโครงสร้างของบริษัท, เวลาทำงานปกติคือเวลาใด, กรุณาบอกคร่าว ๆ ถึงเป้าหมายของบริษัท เป็นต้น<br />
คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน<br />
แนะนำให้ฝึกตอบทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เนื่องจากบางบริษัทอาจจะสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ<br />
ฝึกตอบคำถามหน้ากระจกและสำรวจบุคลิกภาพของตัวเอง<br />
เวลาตอบคำถามควรสบตากับผู้สัมภาษณ์<br />
ไม่ควรเท้าคาง หรือโต๊ะสัมภาษณ์<br />
ตอบคำถามแบบมั่นใจ พูดจาฉะฉาน<br />
อย่างไรก็ตาม เตรียมตัวไปสัมภาษณ์งาน และเตรียมหัวข้อสัมภาษณ์งาน ไว้ก่อนจะทำให้เรามีความพร้อมและเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น และโอกาสที่จะได้งานก็มีมากขึ้นเช่นกัน แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่องค์กรหรือคนสัมภาษณ์จะรับเข้าทำงานส่วนใหญ่ จะพิจารณาจากความสามารถว่าคุณเหมาะกับงานตำแหน่งที่องค์กรจะรับหรือไม่ …</p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%2593%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b1%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F06&amp;t=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99"  id="facebook_share_button_7084" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_7084') || document.getElementById('facebook_share_icon_7084') || document.getElementById('facebook_share_both_7084') || document.getElementById('facebook_share_button_7084');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_7084') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b1/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าฟังสัมนาหัวข้อ บทบาทของสื่อมวลชนในเครือข่ายสังคมออนไลน์</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9f/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9f/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Jun 2010 11:25:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bodypig</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=10086</guid>
		<description><![CDATA[ขอเชิญนิสิตและผู้ที่สนใจเข้าฟังสัมนาหัวข้อ บทบาทของสื่อมวลชนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้มีชื่อเสียง คุณ อดิศักดิ์  ลิมรุ่งพัฒนกิจ   กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการบริษัท เนชั่น บรอด แคสติ้ง อาจารย์ ชวรงค์  ลิมป์ปัทมปาณี  หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและบรรณาธิการเวปไซต์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คุณศรีสุดา วินิจสุวรรณ์   ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 9.00 – 12.00 น ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารมนุษยศาสตร์ 2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจติดต่อ 081 450 2399 คุณวาสนี Share]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขอเชิญนิสิตและผู้ที่สนใจเข้าฟังสัมนาหัวข้อ บทบาทของสื่อมวลชนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้มีชื่อเสียง</p>
<p>คุณ อดิศักดิ์  ลิมรุ่งพัฒนกิจ   กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการบริษัท เนชั่น บรอด แคสติ้ง</p>
<p>อาจารย์ ชวรงค์  ลิมป์ปัทมปาณี  หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและบรรณาธิการเวปไซต์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ</p>
<p>คุณศรีสุดา วินิจสุวรรณ์   ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย</p>
<p>วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 9.00 – 12.00 น ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารมนุษยศาสตร์ 2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจติดต่อ 081 450 2399 คุณวาสนี</p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2588%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259f%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F06&amp;t=%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%20%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C"  id="facebook_share_button_10086" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_10086') || document.getElementById('facebook_share_icon_10086') || document.getElementById('facebook_share_both_10086') || document.getElementById('facebook_share_button_10086');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_10086') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9f/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลเล็บเท้า อย่างถูกต้อง</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/05</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/05#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 May 2010 07:07:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=6682</guid>
		<description><![CDATA[การตัดเล็บให้ถูกวิธี สิ่งที่มีความสำคัญในการดูแล เล็บเท้าได้แก่ การตัดเล็บให้ถูกวิธี ควรตัดเล็บมือเป็นประจำ สัปดาห์ละครั้ง ส่วนเล็บเท้า 2-3 สัปดาห์ต่อครั้ง ท่านควรระมัดระวังการตัดเล็บตรง ด้านข้าง อย่าตัดเข้าไปใกล้เนื้อจนมากไป ไม่ควรตัดเล็บจนชิดบริเวณผิวหนังส่วนปลายนิ้วเกินไปเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อ การเป็นแผลแล้วยังทำให้พื้นที่หน้าเล็บสั้นลงได้ อย่าพยายามเอาอะไรไปงัดขอบเล็บ ที่งุ้มลงไป เพราะส่วนใหญ่จะทำให้มีเลือดออก และเกิดการอักเสบลุกลามเป็นหนองได้ สำหรับเล็บเท้าควรตัดในแนวตรงเป็นทรงเหลี่ยม ไม่ควรตัดเล็บลงซอกข้างเล็บมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดเล็บขบได้ ควรใช้ที่ตัดเล็บเท่านั้นไม่ควร ใช้กรรไกร หรือใบมีดมาตัดเล็บ เพราะพลาดพลั้งทำให้เกิดบาดแผลได้ ธรรมชาติสร้างเล็บให้ออกมาในรูปแบบของแผ่นโปรตีนชนิดแข็ง และให้ทำหน้าที่ปกป้องปลายประสาทที่มีอยู่มากบริเวณปลายสุดของร่างกายไม่ให้ ได้รับความกระทบกระเทือน อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยในการหยิบจับ และแกะเกา ในกรณีที่เล็บของท่านมักจะงอกออกมา และงุ้มเข้าหาผิวหนัง ท่านอาจจะใช้สำลีขนาดเล็กๆ วางกันเอาไว้ตรงขอบเล็บก็ได้ การตัดหนังข้างเล็บจะทำให้เกิด รอยแผลเป็นหนาๆ แข็งๆ ยิ่งตัดมันมากเท่าไหร่ จะยิ่งหนามากขึ้นเท่านั้น การใช้น้ำยาที่ช่วยขัดลอกหยังข้างเล็บซึ่งมีสวนผสมของกรด AHA จะช่วยขัดลอกหนังที่ตายแล้วออกไป บาดแผล หากเกิดบาดแผลเลือดออก ท่านต้องทำความสะอาดให้ดี อาจใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ เช็ดบริเวณที่เป็นแผล การตัดเล็บเป็นรูปสี่เหลี่ยม ที่ตรงมุมจะเกิดความคม ซึ่งสามารถกดหนังข้างเล็บให้เจ็บและอาจเกิดบาดแผลได้ เพราะฉะนั้นควรตัดเล็บตรงด้านมุมให้เป็น มุมมนๆ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว การอักเสบ หากเกิดการอักเสบมากจนนิ้วเท้า บวมแดง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/05/beauty_tips_nourish_foot.jpg" class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" ><img class="aligncenter size-medium wp-image-6683" title="การดูแลเล็บเท้า" src="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/05/beauty_tips_nourish_foot-300x192.jpg" alt="" width="300" height="192" /></a><br />
การตัดเล็บให้ถูกวิธี</strong><br />
สิ่งที่มีความสำคัญในการดูแล เล็บเท้าได้แก่ การตัดเล็บให้ถูกวิธี ควรตัดเล็บมือเป็นประจำ สัปดาห์ละครั้ง ส่วนเล็บเท้า 2-3 สัปดาห์ต่อครั้ง<br />
ท่านควรระมัดระวังการตัดเล็บตรง ด้านข้าง อย่าตัดเข้าไปใกล้เนื้อจนมากไป ไม่ควรตัดเล็บจนชิดบริเวณผิวหนังส่วนปลายนิ้วเกินไปเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อ การเป็นแผลแล้วยังทำให้พื้นที่หน้าเล็บสั้นลงได้</p>
<p>อย่าพยายามเอาอะไรไปงัดขอบเล็บ ที่งุ้มลงไป เพราะส่วนใหญ่จะทำให้มีเลือดออก และเกิดการอักเสบลุกลามเป็นหนองได้ สำหรับเล็บเท้าควรตัดในแนวตรงเป็นทรงเหลี่ยม ไม่ควรตัดเล็บลงซอกข้างเล็บมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดเล็บขบได้<br />
ควรใช้ที่ตัดเล็บเท่านั้นไม่ควร ใช้กรรไกร หรือใบมีดมาตัดเล็บ เพราะพลาดพลั้งทำให้เกิดบาดแผลได้ ธรรมชาติสร้างเล็บให้ออกมาในรูปแบบของแผ่นโปรตีนชนิดแข็ง และให้ทำหน้าที่ปกป้องปลายประสาทที่มีอยู่มากบริเวณปลายสุดของร่างกายไม่ให้ ได้รับความกระทบกระเทือน อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยในการหยิบจับ และแกะเกา</p>
<p>ในกรณีที่เล็บของท่านมักจะงอกออกมา และงุ้มเข้าหาผิวหนัง ท่านอาจจะใช้สำลีขนาดเล็กๆ วางกันเอาไว้ตรงขอบเล็บก็ได้<br />
การตัดหนังข้างเล็บจะทำให้เกิด รอยแผลเป็นหนาๆ แข็งๆ ยิ่งตัดมันมากเท่าไหร่ จะยิ่งหนามากขึ้นเท่านั้น การใช้น้ำยาที่ช่วยขัดลอกหยังข้างเล็บซึ่งมีสวนผสมของกรด AHA จะช่วยขัดลอกหนังที่ตายแล้วออกไป</p>
<p><strong>บาดแผล</strong></p>
<p>หากเกิดบาดแผลเลือดออก ท่านต้องทำความสะอาดให้ดี อาจใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ เช็ดบริเวณที่เป็นแผล</p>
<p>การตัดเล็บเป็นรูปสี่เหลี่ยม ที่ตรงมุมจะเกิดความคม ซึ่งสามารถกดหนังข้างเล็บให้เจ็บและอาจเกิดบาดแผลได้ เพราะฉะนั้นควรตัดเล็บตรงด้านมุมให้เป็น มุมมนๆ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว</p>
<p>การอักเสบ</p>
<p>หากเกิดการอักเสบมากจนนิ้วเท้า บวมแดง สงสัยว่าจะมีหนองตรงขอบเล็บ ท่านควรไปรับการตรวจรักษาให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น เพราะหากรอไว้การอักเสบอาจลุกลาม จนต้องตัดเล็บออกบางส่วน เพื่อให้หนองไหลออกได้ มิฉะนั้น การอักเสบติดเชื้อจะไม่หายไป</p>
<p><strong>การทำความสะอาด</strong></p>
<p>ทำความสะอาดมือ เท้า และเล็บ โดยการใช้แปรงขนนุ่ม กับสบู่อ่อนๆ ถูเบาๆ บริเวณมือ เท้า และเล็บ อย่าลืมที่จะถูใต้เล็บ เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่มีเชื้อโรคเข้าไปสะสมอยุ่มากที่สุด หลังจากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่น</p>
<p>นวดนิ้วมือ และเท้าด้วยครีมบำรุงหรือน้ำมันบำรุงผิว ประมาณ 3-5 นาที เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณมือและเท้า ควรนวดบริเวณปลายนิ้ว และเล็บด้วยเพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมสร้างเล็บที่อยู่บริเวณโคนเล็บ ถ้าไม่สะดวกระหว่างวันสามารถทำได้ในช่วงก่อนเข้านอนแล้วสวมถุงมือผ้าและถุง เท้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการซึมซาบสู่ใต้ผิวของน้ำมัน หรือครีมบำรุง หรือจะใช้สครับสำหรับนวดเท้า เพื่อการไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้น</p>
<p>ควรทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำ ทุกวัน เพราะการทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำจะช่วยป้องกันผิวมือไม่ให้หยาบกระด้าง โดยเฉพาะหลังจากที่มือต้องสัมผัสกับสารเคมีต่างๆ เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน อีกวิธีหนึ่งที่เป็นการป้องกันก็คือ ในช่วงที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีต่างๆ ก็ให้สวมถุงมือทุกครั้ง</p>
<p><strong>การล้างเท้า</strong></p>
<p>การล้างเท้าไม่ควรใช้น้ำร้อน เกินกว่า 37 องศา ควรใช้ปรอทวัดอุณหภูมิน้ำ ไม่ควรใช้มือลองวัดดู เพราะประสาทรับความรู้สึกไม่ดี น้ำอาจร้อนจนพองได้ ควรใช้สบู่อ่อนๆ ล้างเท้า</p>
<p>การแช่น้ำก่อนตัดเล็บจะทำให้ตัดเล็บได้ง่ายขึ้น ไม่ควรแช่เท้านานเกินกว่า 5-10 นาที เพราะจะทำให้ผิวเปื่อยเกิดเป็นแผลได้<br />
อาจใช้ Ointment เช่น Lanolin หรือ Vasaline ทาได้ แต่ไม่ควรทาบริเวณซอกนิ้ว เพราะถ้าชื้นมากอาจเกิดเป็นแผลเปื่อยได้<br />
ต้องเช็ดเท้าให้แห้งสนิทเสมอ ผู้ที่เหงื่อออกตามเท้าบ่อยๆ จะต้องเปลี่ยนถุงเท้าบ่อยๆ และใส่รองเท้าที่ไม่อบ</p>
<p>หลังอาบน้ำต้องเช็ดเท้าให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาดและนุ่ม เช่น ผ้าขนหนู โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณซอกนิ้วเท้า</p>
<p><strong>โภชนาการ</strong></p>
<p>รับประทานที่มีประโยชน์ตามหลัก โภชนาการ เพราะเล็บก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่ต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโต เหมือนกัน ส่วนสารอาหารที่เล็บต้องการ เช่น โปรตีน วิตามินเอ ซี และอี รวมถึงแร่ธาตุสังกะสีที่มีอยู่ในอาหารทะเล และเมล็ดธัญพืช</p>
<p>ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับ สนุนเรื่องการกินเจลาตินทำให้เล็บแข็งแรง เล็บประกอบไปด้วยเคราตินแบบเดียวกับเส้นผม แต่เคราตินในเล็บจะหนา และหยาบกว่าในผิวและเส้นผม จึงแข็งกว่า อาหารที่ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง จึงสามารถช่วยให้เล็บแข็งแรงได้เช่นกัน</p>
<p><strong>คนที่ชอบทาเล็บ<br />
</strong><br />
ทาน้ำยารองพื้นเล็บก่อนทาสี เพื่อป้องกันการเกิดสีที่ไม่พึงประสงค์หลังจากการทาเล็บได้ระยะหนึ่ง</p>
<p>ทาน้ำยาเคลือบเงาเล็บเพื่อความ วาวและติดทนนาน แต่ไม่ควรทาเล็บสีเข้มติดต่อกันนานๆ ควรสลับสีอ่อนบ้าง และควรหยุดพักการทาเล็บเมื่อเห็นว่าสภาพเล็บดูแห้ง หรือเกิดสีผิดปกติ</p>
<p>ในการเลือกซื้อน้ำยาทาเล็บ ควรคำนึงถึงการเลือกสีให้เหมาะสม ทั้งกับสีผิว โอกาสที่ใช้ สีเสื้อผ้า เครื่องสำอาง และบุคลิกของตัวเอง ยาล้างเล็บที่มีส่วนผสมของอะซีโทนสามารถขจัดเม็ดสีออกจากเล็บได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยไม่ทิ้งคราบเลอะเทอะตกค้าง ขณะที่น้ำยาล้างเล็บแบบไม่ผสมอะซีโทนจะระเหยช้ามาก และทิ้งฟิลม์เหนียวๆเอา ไว้ข้างหลัง</p>
<p>ศึกษาอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ เลือกใช้ เช่น วันหมดอายุ หรือสังเกตสภาพของผลิตภัณฑ์ว่ายังมีคุณภาพดีหรือไม่ โดยทั่วไปอายุของเครื่องสำอางเล็บอยู่ที่ประมาณ 3 ปี หรือดูจากลักษณะการแยกตัวของสีหากหมดอายุแล้วไม่ควรใช้เด็ดขาด<br />
เคราตินในเล็บเป็นเคราตินที่ตาย แล้ว จึงไม่ต้องการหายใจ การเคลือบเล็บไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ตั้งแต่น้ำยารองพื้นหรือสีทาเล็บ ถือเป็นการปกป้องเล็บจากสภาพแวดล้อมต่างๆได้และป้องกันไม่ให้เล็บแห้งและ เปราะ</p>
<p><strong>เลือกรองเท้า</strong></p>
<p>ควรเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูป ร่างเท้าของเรา โดยควรเลือกรองเท้าที่สวมใส่พอดี ไม่คับ หรือหลวมจนเกินไป เพราะการเสียดสีในขณะที่เดินนานๆ จะทำให้ผิวเท้าเกิดหนังที่แข็งด้าน และการใส่รองเท้าที่คับเกินไปบริเวณปลายเท้าอาจเป็นสาเหตุให้เกิดเล็บขบ เวลาที่เหมาะสมในการเลือกซื้อรองเท้า คือช่วงกลางวันที่เท้าได้เดินจนขยายตัวแล้ว และหลังจากที่ใส่รองเท้าส้นสูงมาตลอดทั้งวัน หลังเลิกงาน ลองแช่เท้าในน้ำอุ่นสัก 10-15 นาที จะช่วยผ่อนคลายอาการเมื่อล้าได้</p>
<p>สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ควรเลือกใช้รองเท้าที่ถูกสุขลักษณะ รองเท้าจะต้องนิ่ม ด้านบนทำด้วยหนัง ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป จนเกิดการเสียดสีเป็นแผล หรือทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก</p>
<p>โดยปกติตอนบ่ายเท้าของเราจะบวม ขึ้นเล็กน้อย เพราะใช้งานมาตั้งแต่เช้า ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในตอนบ่าย การเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในตอนบ่าย จะช่วยให้เท้าแห้ง และสบายเท้าด้วย</p>
<p>รองเท้าที่สวมใส่ควรช่วยให้น้ำหนักตัวกระจายลงทั่วๆ เท้า ไม่ลงที่จุดหนึ่งจุดใด</p>
<p>รองเท้าคู่ใหม่ควรใส่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ในวันแรกๆ ควรเปลี่ยนรองเท้าทุก 5 ชั่วโมง</p>
<p><strong>เท้าเบาหวาน</strong></p>
<p>ผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน เท้าอาจเริ่มมีอาการชา จากปลายเท้าชามากขึ้นเรื่อยๆ ชาตลอดเวลา รู้สึกเหมือนฝ่าเท้าไม่สะอาด เหมือนเหยียบกรวดทราย หลายคนไม่ชาอย่างเดียว ยังปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย ปวดกระตุกตอนกลางคืน พอเคลิ้มจะหลับก็กลับปวดจนตื่น แต่กลางวันไม่ค่อยเป็น อาการเช่นนี้เข้าข่ายปลายประสาทอักเสบถามหา เมื่อเป็นแล้วจะลุกลามไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่มีความรู้สึก เวลามีแผลเลือดออกก็ไม่รู้ตัว ไม่รู้สึกปวด แต่จะมีอาการบวมแดง เพราะติดเชื้อรุนแรง และอาจใช้ขาไม่ได้อีกต่อไป</p>
<p>เท้าเบาหวานเกิดอาการดังกล่าว เพราะหลอดเลือด เส้นทางลำเลียงอาหาร ออกซิเจน และสารอื่นๆ เมื่อเกิดการติดเชื้อ หลอดเลือดจะเป็นเส้นทางส่งเม็ดเลือดขาว และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อต่อสู้ และฆ่าเชื้อโรคให้แผล หายเร็วขึ้น แต่จากผลต่อเนื่องของการเป็นเบาหวานที่ยาวนาน ทำให้หลอดเลือดมีปัญหา ทั้งตีบ ทั้งขรุขระ และเป็นหลุมเป็นบ่อ ส่งผลให้แผลไม่หาย กลายเป็นแผลเรื้อรัง เส้นเลือดยังอุดตันจากผลการอักเสบเกิดเป็นเนื้อเน่าตาย เชื้อโรคร้ายลุกลามถึงกระดูก และสุดท้ายก็ถูกตัดขาเพื่อรักษาชีวิตไว้</p>
<p>อันตรายจากเบาหวานกับเท้าที่พึง ตระหนักไว้เสมอ คือ เบาหวานทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนของปลายประสาทอักเสบ และหลอดเลือดแดงตีบ ปลายประสาทอักเสบนำไปสู่การเกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เบาหวานทำให้ติดเชื้อได้ง่าย หลอดเลือดแดงตีบทำให้การอักเสบลุกลามง่าย แผลหายยาก เมื่อเกิดเนื้อตาย เชื้อกินถึงกระดูก โอกาสถูกตัดเท้าสูง</p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a5%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2-%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2588%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F05&amp;t=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%20%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87"  id="facebook_share_button_6682" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_6682') || document.getElementById('facebook_share_icon_6682') || document.getElementById('facebook_share_both_6682') || document.getElementById('facebook_share_button_6682');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_6682') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/05/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไวรัสตับอักเสบบี</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/05</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/05#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 May 2010 10:41:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสตับอักเสบบี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=6581</guid>
		<description><![CDATA[เจาะลึกข้อมูล ไวรัสตับอักเสบบี ได้ยินชื่อกันอยู่บ่อย ๆ สำหรับ ไวรัสตับอักเสบบี หรือ โรคไวรัสตับอักเสบบี แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบว่า ไวรัสตับอักเสบบี เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีอันตรายมากน้อยขนาดไหน วันนี้เรามาเจาะลึกเรื่อง ไวรัสตับอักเสบบี กันดีกว่า ไวรัสตับอักเสบบี คือ โรคตับอักเสบ ชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากเชื้อไวรัส บี แต่ถ้าหากเกิดจากเชื้อไวรัสตัวอื่น ๆ เช่น ไวรัส เอ ไวรัส ซี ก็จะเรียกชื่อต่าง ๆ กันไป แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ ไวรัสตับอักเสบบี เป็นตัวที่อันตรายและรุนแรงมากที่สุด เพราะเชื้อไวรัสจะซ่อนตัวอยู่ในคน ก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งตับ , ตับอักเสบเรื้อรัง หรือตับแข็งได้ การระบาดของ ไวรัสตับอักเสบบี ในประเทศไทย ในประเทศไทยพบผู้ป่วย ไวรัสตับอักเสบบี มานานแล้ว และพบค่อนข้างมาก โดยใน 100 คน จะพบคนที่เป็นพาหะ ไวรัสตับอักเสบบี อยู่ประมาณ 8-10 คน ซึ่งคนที่เป็นพาหะนั้น ไม่ได้เป็นโรค [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เจาะลึกข้อมูล <strong>ไวรัสตับอักเสบบี</strong><br />
ได้ยินชื่อกันอยู่บ่อย ๆ สำหรับ ไวรัสตับอักเสบบี หรือ โรคไวรัสตับอักเสบบี แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบว่า ไวรัสตับอักเสบบี เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีอันตรายมากน้อยขนาดไหน วันนี้เรามาเจาะลึกเรื่อง ไวรัสตับอักเสบบี กันดีกว่า<span id="more-6581"></span><br />
<a href="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/05/liver1.jpg" class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" ><img class="aligncenter size-medium wp-image-6582" title="เจาะลึกข้อมูล ไวรัสตับอักเสบบี ได้ยินชื่อกันอยู่บ่อย ๆ สำหรับ ไวรัสตับอักเสบบี หรือ โรคไวรัสตับอักเสบบี แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบว่า ไวรัสตับอักเสบบี เกิดขึ้นได้อย่างไร และ" src="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/05/liver1-225x300.jpg" alt="เจาะลึกข้อมูล ไวรัสตับอักเสบบี ได้ยินชื่อกันอยู่บ่อย ๆ สำหรับ ไวรัสตับอักเสบบี หรือ โรคไวรัสตับอักเสบบี แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบว่า ไวรัสตับอักเสบบี เกิดขึ้นได้อย่างไร และ" width="225" height="300" /></a></p>
<p>ไวรัสตับอักเสบบี คือ <strong>โรคตับอักเสบ</strong> ชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากเชื้อไวรัส บี แต่ถ้าหากเกิดจากเชื้อไวรัสตัวอื่น ๆ เช่น ไวรัส เอ ไวรัส ซี ก็จะเรียกชื่อต่าง ๆ กันไป แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ ไวรัสตับอักเสบบี เป็นตัวที่อันตรายและรุนแรงมากที่สุด เพราะเชื้อไวรัสจะซ่อนตัวอยู่ในคน ก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งตับ , ตับอักเสบเรื้อรัง หรือตับแข็งได้</p>
<p>การระบาดของ ไวรัสตับอักเสบบี ในประเทศไทย</p>
<p>ในประเทศไทยพบผู้ป่วย <strong>ไวรัสตับอักเสบบี</strong> มานานแล้ว และพบค่อนข้างมาก โดยใน 100 คน จะพบคนที่เป็นพาหะ ไวรัสตับอักเสบบี อยู่ประมาณ 8-10 คน ซึ่งคนที่เป็นพาหะนั้น ไม่ได้เป็นโรค ไม่มีอาการป่วยไวรัสตับอักเสบบี เพียงแต่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกายนานเกิน 6 เดือนขึ้นไป และสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่น ซึ่งสามารถตรวจเลือดพิสูจน์ได้ว่า เป็นพาหะหรือไม่</p>
<p>ปัจจุบันมีการคาดคะเนกันว่า มีคนไทยประมาณ 5 ล้านคน เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ขณะที่คนทั่วโลกมีผู้เป็นพาหะประมาณ 200 ล้านคน โดยจะพบมากที่ตอนกลางของแอฟริกา ตอนใต้ของประเทศจีน ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนาทั้งสิ้น และในผู้ใหญ่ทุก ๆ 100 คน จะมีคนที่เคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี นี้มาแล้ว 50 คน คือครึ่งต่อครึ่งนั่นเอง</p>
<p>การติดต่อของ ไวรัสตับอักเสบบี</p>
<p>เชื้อไวรัสตับอักเสบบีนี้จะพบในเลือดมากที่สุด รองลงมาพบในน้ำลาย น้ำตา น้ำอสุจิ น้ำเมือกในช่องคลอด น้ำดี และน้ำนมของผู้ป่วย หรือผู้ที่เป็นพาหะ และสามารถติดต่อกันได้ผ่านช่องทางเดียวกับการติดต่อโรคเอดส์ คือ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 1. ทางเพศสัมพันธ์</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ปกติ หรือแบบรักร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จึงถือว่า โรคไวรัสตับอักเสบบี จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่ง</p>
<p>2. ทางเลือดและน้ำเหลือง</p>
<p>เช่น การถ่ายเลือด หรือการฟอกเลือดด้วยไตเทียม ซึ่งเลือดทุกขวดที่จะถ่ายไปสู่ผู้อื่น หรือที่ได้รับการบริจาคมา ต้องได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเสียก่อน</p>
<p>3. การใช้สิ่งของร่วมกัน</p>
<p>เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การฝังเข็ม การสัก การเจาะหูที่ไม่สะอาด การใช้มีดโกน มีดตัดเล็บ หรือ แปรงสีฟัน ร่วมกัน</p>
<p>4. จากแม่สู่ลูก</p>
<p>แม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อไปยังลูกได้ขณะกำลังคลอด โดยหากแม่มีเชื้อนี้อยู่ ลูกมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อด้วยถึง 90% และส่งผลอันตรายต่อทารก</p>
<p>ทารกที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จากหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี หรือป่วยเป็นโรคนี้ จะไม่สามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้เอง เหมือนกับผู้ใหญ่ที่ได้รับเชื้อมาจากสาเหตุอื่น โดยทารกแรกเกิดมักไม่มีอาการว่า ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบบี แต่จะกลายเป็นพาหะเรื้อรังนานหลายสิบปี หรือตลอดชีวิต และเมื่อทารกเหล่านี้โตขึ้นอยู่ในวัยกลางคน จะมีโอกาสเป็นโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ โดยเพศชายจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคทางตับมากกว่าเพศหญิง ส่วนเพศหญิงก็จะเป็นพาหะถ่ายทอดโรคไปสู่ลูกต่อไป ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดวงจร เด็กทารกทุกคนที่เพิ่งคลอดมา ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี เพื่อป้องกันไม่ให้โรคดำเนินต่อไป</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 5. ทางบาดแผล ผิวหนัง</p>
<p>หากผู้มีเชื้อมีบาดแผลถลอก ก็อาจทำให้เกิดการติดต่อได้เช่นกัน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ไวรัสตับอักเสบบี นี้ไม่ติดต่อกันผ่านทางการสัมผัสทางผิวหนัง กอด จูบ การมองหน้า ไอจามรดกัน รวมทั้งการทานอาหารและน้ำ แต่เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน หากเราไม่แน่ใจก็ควรใช้ช้อนกลาง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากน้ำลายของผู้ที่เป็นพาหะ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/Emoticon_026_Olympic2008.gif" border="0" alt="" />กลุ่มเสี่ยงติด ไวรัสตับอักเสบบี</p>
<p>เนื่องจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถติดต่อผ่านทางของเหลวของร่างกายผู้ป่วย หรือผู้ที่เป็นพาหะได้ ดังนั้น บุคคลดังต่อไปนี้จึงมีความเสี่ยงสูงในการรับเชื้อ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 1. คนที่ใช้ยาเสพติด ฉีดเข้าหลอดเลือด</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 2. ชายรักร่วมเพศ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 3. ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 4. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 5. คนที่เกิดในถิ่นที่มีการระบาดสูง</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 6. เจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 7. บุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี</p>
<p><strong>อาการของผู้ติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี</strong></p>
<p>ส่วนใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี มักไม่มีอาการป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก โดยผู้ป่วยจะมีอาการเพลีย เบื่ออาหาร อาจมีไข้ต่ำ ๆ ในวันแรก ๆ มีอาการจุกแน่นท้อง ปวดท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง มีปัสสาวะสีเข้ม อาการเหมือนดีซ่าน เป็นอยู่ 2-3 สัปดาห์หรือเป็นเดือน แล้วจะหายเป็นปกติ มีเพียงส่วนน้อยที่อาจทำให้ตับเสีย มีอาการเพ้อคลั่ง ซึม มีน้ำในท้อง ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด</p>
<p>ทั้งนี้ ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ คือ 30 &#8211; 180 วัน โดยเฉลี่ยคือ 60 &#8211; 90 วัน โดยทั่วไปผู้ที่ได้รับเชื้อร้อยละ 90 จะสามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ และหายเป็นปกติ พร้อมกับสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้ตลอดชีวิต ซึ่งเราสามารถตรวจเลือด เพื่อตรวจสอบว่ามีภูมิต้านทานโรคไวรัสตับอักเสบหรือไม่ได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางคนที่ยังมีเชื้ออยู่ในร่างกายอยู่ หรือเรียกว่าเป็นพาหะ แต่ตับยังทำงานได้ตามปกติ ไม่เกิดความผิดปกติแต่อย่างใด แต่ผู้ที่เป็นพาหะนี้ ก็มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งตับมากกว่าคนปกติถึง 223 &#8211; 250 เท่า และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะเสียชีวิต เนื่องจากโรคตับอักเสบเรื้อรัง, ตับแข็ง และมะเร็งตับ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่จะเป็นโรคตับร้ายแรงเหล่านี้ จะต้องมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในตัวนานกว่า 20-30 ปีขึ้นไป นั่นคือ ต้องได้รับเชื้อมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง</p>
<p>หากรู้ว่าเป็นพาหะ ไวรัสตับอักเสบบี ควรทำอย่างไร</p>
<p>ผู้ที่เป็นพาหะ ไวรัสตับอักเสบบี ควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้</p>
<p>1. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารที่มีประโยชน์ และสามารถทานอาหารร่วมกับผู้อื่นได้ โดยใช้ช้อนกลาง</p>
<p>2. หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อตับ เช่น การทานยาบางชนิด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารพิษจากเชื้อรา เป็นต้น</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 3. หากพบอาการผิดปกติ เช่น เท้าบวม ท้องบวม อุจจาระเป็นสีดำ ตัวเหลือง ตาเหลือง ควรรีบปรึกษาแพทย์</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 4. เจาะเลือดปีละครั้ง เพื่อตรวจการทำงานของตับ และตรวจหาสารแอลฟา ฟีโตโปรตีน (Alpha Fetoprotein) ในเลือด ที่บ่งบอกว่าจะเกิดมะเร็งตับหรือไม่ และจะตรวจถี่ขึ้นในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 5. งดบริจาคเลือด และแยกใช้ข้าวของเครื่องใช้ เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่บุคคลอื่น</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 6. ให้บุคคลใกล้ชิดเข้ารับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี เพื่อสร้างภูมิต้านทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กแรกเกิดควรได้รับการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม การให้วัคซีนแก่ผู้ที่เป็นพาหะแล้ว ไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสให้หมดไปได้</p>
<p>หากรู้ว่าเป็น ไวรัสตับอักเสบบี ควรทำอย่างไร</p>
<p>แม้ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี จะสามารถหายได้เอง และสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ แต่เมื่อตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ก็ควรปฏิตัวดังนี้</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 1. ทานยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 2. ตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทราบอาการว่า เป็นมากหรือน้อย</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 3. บอกคนใกล้ชิดให้ทราบ เพื่อป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 4. งดการบริจาคเลือดโดยเด็ดขาด</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 5. ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะส่งผลร้ายต่อตับ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 6. ไม่ควรใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะจะมีผลต่อตับโดยตรง</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 7. พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะจะทำให้การอ่อนเพลียลดลง</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 8. สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันเชื้อที่จะส่งต่อไปยังผู้อื่น</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 9. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้ไขมันสูง น้ำหวาน เพราะจะทำให้เกิดไขมันสะสมที่ตับ จึงควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/Emoticon_026_Olympic2008.gif" border="0" alt="" />การรักษา  ไวรัสตับอักเสบบี</p>
<p>ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีโดยตรง เป็นเพียงแค่การรักษาตามอาการเท่านั้น แต่ดังที่กล่าวข้างต้น ร้อยละ 90 ของผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ มีเพียงส่วนน้อยที่จะเกิดอันตรายขึ้น แต่ในบางรายที่มีอาการตับอักเสบร่วมด้วย ก็อาจฉีดยา หรือให้กินยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการเสื่อมของตับ</p>
<p><strong>การป้องกัน ไวรัสตับอักเสบบี</strong></p>
<p>สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถป้องกันได้โดย</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ร่วมกันคนไข้ หรือคนที่เป็นพาหะ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด น้ำเลือด น้ำลาย ของคนไข้ หรือคนที่เป็นพาหะ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> ตรวจสอบความสะอาดของอุปกรณ์ เช่น เข็มฉีดยา เข็มสำหรับเจาะหู การฝังเข็ม ว่าเป็นของใหม่ หรือผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้วเป็นอย่างดี</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> รักษาสุขอนามัยให้สะอาดอยู่เสมอ รวมทั้งการเลือกรับประทานอาหาร และน้ำด้วย</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> ใช้ช้อนกลาง ในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> ไม่ส่ำส่อนทางเพศ และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> ฉีดวัคซีน เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบ</p>
<p><strong>การฉีดวัคซีนป้องกัน ไวรัสตับอักเสบบี</strong></p>
<p>วัคซีนป้องกัน ไวรัสตับเสบบี มีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น ผู้ที่จะฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ต้องตรวจเลือดก่อนว่าเคยได้รับเชื้อหรือไม่ เพราะผู้ที่เคยได้รับเชื้อและหายขาด จะทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อสู้โรคนี้ไปตลอดชีวิต หรือหากใครที่เป็นพาหะแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีก เพราะจะไม่สามารถช่วยทำให้เชื้อหมดไปจากร่างกายได้ โดยการตรวจเลือด จะตรวจกันอยู่ 3 อย่างคือ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 1. ตรวจ HBs Ag หรือตรวจการติดเชื้อ หรือเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 2. ตรวจภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่ HBs Ab หรือ anti HBs</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/1153139180.gif" border="0" alt="" /> 3. ตรวจภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสตับอักเสบบี หรือเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน ได้แก่ HBc Ab หรือ anti HBcซึ่ง ถ้าพบตัวใดตัวหนึ่งเป็นบวก (Positive) ก็ไม่ต้องฉีดวัคซีน แต่หากเป็นลบ (Negative) ทั้งหมด ก็สามารถฉีดวัคซีนได้</p>
<p>ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี สามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด และควรฉีดเมื่ออายุยังน้อย ๆ เพื่อป้องกันก่อนได้รับเชื้อ</p>
<p>แม้ในประเทศไทยจะพบผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบีจำนวนไม่น้อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตกมากเกินไป เพราะผู้ป่วยโรคนี้สามารถดำเนินชีวิตได้เหมือนคนปกติ และคนส่วนใหญ่สามารถหายจากโรคได้เองตามธรรมชาติ สิ่งสำคัญ ควรปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ไม่ควรอดนอน หรือดื่มสุราที่จะส่งผลร้ายต่อตับอย่างเด็ดขาด และหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที<br />
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</p>
<p></p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b5%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F05&amp;t=%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%B5"  id="facebook_share_button_6581" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_6581') || document.getElementById('facebook_share_icon_6581') || document.getElementById('facebook_share_both_6581') || document.getElementById('facebook_share_button_6581');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_6581') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b5/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/05/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไม่ไหวจะเคลียร์ ขึ้นพจนานุกรมคำใหม่ ศัพท์ฮิตเพียบ</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%88%e0%b8%99/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/04</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%88%e0%b8%99/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/04#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Apr 2010 05:14:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=6340</guid>
		<description><![CDATA[ราชบัณฑิตยสถาน คัดคำศัพท์ฮิตใหม่เกือบพันคำ ทั้งคำสแลง และสำนวนที่มีความหมายเฉพาะ เตรียมนำลง &#8220;พจนานุกรมคำใหม่ เล่ม 3&#8243; ราช บัณฑิตยสถานกำลังจัดทำ พจนานุกรมคำใหม่ เล่ม 3 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมคำศัพท์ใหม่ ศัพท์วัยรุ่น ทั้งคำใหม่ คำสแลง หรือสำนวนที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งใกล้ครบ 1,000 คำแล้ว คาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงปลายปีนี้ สำหรับคำที่จะนำลงในพจนานุกรมคำศัพท์ใหม่นั้น ต้องเป็นคำศัพท์ที่ยังไม่ได้บรรจุอยู่ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หรืออาจบรรจุไว้ในพจนานุกรมแล้ว แต่ยังไม่มีคำอธิบายและการยกตัวอย่าง ทั้งนี้ เป้าหมายในการจัดทำพจนานุกรมคำศัพท์ใหม่ ก็เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมคำใหม่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย และเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าทางภาษา ตัวอย่างคำศัพท์ใหม่ในพจนานุกรมคำศัพท์ใหม่เล่ม 3 แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 คำและสำนวนที่เกิดใหม่ อาทิ เป้หลังรัฐบาล, ส.ส.นอกไส้, ชิคุนกุนย่า, คาวาซากิ, อวบระยะสุดท้าย, ปากกล้าขาสั่น, เปิดหน้าชก, น้ำหมักชีวภาพ, เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล, น้ำแยกสาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ราชบัณฑิตยสถาน คัดคำศัพท์ฮิตใหม่เกือบพันคำ ทั้งคำสแลง และสำนวนที่มีความหมายเฉพาะ เตรียมนำลง <strong>&#8220;พจนานุกรมคำใหม่ เล่ม 3&#8243;<br />
</strong><br />
<strong>ราช บัณฑิตยสถานกำลังจัดทำ พจนานุกรมคำใหม่ เล่ม 3 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมคำศัพท์ใหม่ ศัพท์วัยรุ่น ทั้งคำใหม่ คำสแลง หรือสำนวนที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งใกล้ครบ 1,000 คำแล้ว คาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงปลายปีนี้</strong> <span id="more-6340"></span><a href="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/04/thaiday02.gif" class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" ><img class="aligncenter size-medium wp-image-6341" title="thaiday02" src="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/04/thaiday02-233x300.gif" alt="" width="233" height="300" /></a></p>
<p>สำหรับคำที่จะนำลงในพจนานุกรมคำศัพท์ใหม่นั้น ต้องเป็นคำศัพท์ที่ยังไม่ได้บรรจุอยู่ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หรืออาจบรรจุไว้ในพจนานุกรมแล้ว แต่ยังไม่มีคำอธิบายและการยกตัวอย่าง<strong> ทั้งนี้ เป้าหมายในการจัดทำพจนานุกรมคำศัพท์ใหม่ ก็เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมคำใหม่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย และเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าทางภาษา<br />
</strong><br />
<strong>ตัวอย่างคำศัพท์ใหม่ในพจนานุกรมคำศัพท์ใหม่เล่ม 3 แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้<br />
</strong><br />
<strong>กลุ่มที่ 1 คำและสำนวนที่เกิดใหม่</strong> อาทิ เป้หลังรัฐบาล, ส.ส.นอกไส้, ชิคุนกุนย่า, คาวาซากิ, อวบระยะสุดท้าย, ปากกล้าขาสั่น, เปิดหน้าชก, น้ำหมักชีวภาพ, เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล, น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ, ผ่านร้อนผ่านหนาว, ดังแล้วแยกวง, บริหารสมอง, บริหารขา, ได้หน้าลืมหลัง ได้หลังลืมหน้า</p>
<p><strong> กลุ่มที่ 2</strong> <strong>คำและสำนวนที่เก็บไว้แล้วในพจนานุกรม แต่มีความหมายที่ขยายออกไป</strong> <strong>มีความหมายใหม่ เปลี่ยนรูปคำ หรือไม่มีตัวอย่างการใช้</strong> เช่น หน้ามือเป็นหลังเท้า, เสือผู้หญิง สิงห์ผู้ชาย, อมโบสถ์มาพูด, หวัดแกมบรรจง, เดชะกรรม, บาปซ้ำกรรมซัด, เวรซ้ำกรรมซัด</p>
<p><strong> กลุ่มที่ 3</strong> <strong>คำสแลงและสำนวนที่มีความหมายเฉพาะ และคำที่รับมาจากต่างประเทศ</strong> เช่น บดแข้ง, ห้าวเป้ง, ฮากริบ, จ้อจี้, ฮากลิ้ง, ขำกลิ้ง, อั๊ปยา, แว็กซ์ขน, กุ้งร้อยขา, ไม่ไหวจะเคลียร์, ขอบอก, อุนจิ, จั๋งหนับบุเรงนอง, ทอล์กอะเบ๊าเมาธ์แตก, ทอล์กอ๊อฟเดอะทาวน์, อากู๋รู้ทุกเรื่อง, ครูกู, พี่พจน์, พี่วิกกี้, วาซาบิ, อุด้ง, ราเม็ง, ไวนิ่ล, ล็อบบี้, เตียงหัก, ยุทธการหักเตียง</p>
<p><strong> กลุ่มที่ 4</strong> <strong>คำเก่าใช้มานานแล้ว แต่ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรม</strong> เช่น ดูหนังสือ, ประมาณ, เลือดศิลปิน, รมควัน, คลิปวีดิโอ, ดีเลิศประเสริฐศรี, ค้าแข้ง, ฟาดแข้ง, สมองฝ่อ, สมองนิ่ม, สมองกลวง, สมองโบ๋, สมองขี้เลื่อย, ห้าดาว, ดูหนังสี่จอ, ช็อตปลา, ปอดกระเส่า, เก้าอี้ไฟฟ้า, เก้าอี้นวม, เกาตรงที่คัน, กำแพงแลงเตย, คนใกล้ชิด, เก็บอาการ, ป่วนเมือง, กัดไม่ปล่อย, เล่นไม่เลิก, น้ำท่วมหลังเป็ด และเลือดสาด</p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c-%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b6%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%2599%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F04&amp;t=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%20%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%20%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A"  id="facebook_share_button_6340" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_6340') || document.getElementById('facebook_share_icon_6340') || document.getElementById('facebook_share_both_6340') || document.getElementById('facebook_share_button_6340');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_6340') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%88%e0%b8%99/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/04/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาเรียนรู้วิธีดูแลน้องสาวของคุณผู้หญิงทั้งหลาย วิธีทำให้น้องสาวของคุณแฮปปี้</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/01</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/01#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Jan 2010 16:14:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=5668</guid>
		<description><![CDATA[สบายดีไหมจ๊ะน้องสาว (Health Plus) ขอต้อนรับสู่กลเม็ดเคล็ดลับที่จะช่วยให้น้องน้อยของคุณมีสุขภาพดี และมีความสุขแล้วคุณจะรู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คุณอาจไม่เคยรู้เลยว่าช่องคลอดของคุณมีความสุขดีหรือไม่ ทั้งที่จริงแล้ว ช่องคลอดเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย รู้อย่างนี้แล้วเหตุใดเราจึงไม่ดูแลเอาใจใส่น้องน้อยของเราเป็นพิเศษ ทฤษฏีของเราคือสิ่งที่ทำให้คนเรามีความสุข คือสิ่งที่ทำให้ช่องคลอดมีความสุข นั่นคือได้รับการมองว่ามีคุณค่า ได้รับความรักและความเอาใจใส่ ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ มีเซ็กซ์และได้หัวเราะอย่างมีความสุข และเหนืออื่นใดคือ การมีสุขภาพดี และเมื่อคุณอยู่ในช่วงก่อนวัยทองหรือวัยทอง ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบโดยตรงกับความสุขและสุขภาพของช่องคลอด คำแนะนำต่อไปนี้ จะช่วยให้น้องสาวของคุณแฮปปี้สุด ๆ กระจกวิเศษบอกข้าเถิด&#8230; กระจก ช่วยให้คุณคุ้นเคยกับริ้วรอยรอบดวงตาได้ดีเกินคาด ว่าแต่คุณใช้กระจกส่องดูจุดซ่อนเร้นของคุณว่า ยังอยู่ดีมีสุขอยู่หรือไม่ ครั้งสุดท้ายคือเมื่อไร นี่อาจฟังดูเป็นคำแนะนำเชย ๆ ที่เรียกร้องมาจากเวิร์กช็อปของนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีในยุคทศวรรษที่ 70 แต่อันที่จริงแล้วการส่องกระจกและสำรวจดูอย่างละเอียด เป็นวิธีเดียวที่จะได้เห็นสิ่งที่อยู่ระหว่างขา แต่ ถ้าเรากล้าพอที่จะส่องดู ก็จะทำให้รู้ว่าน้องสาวยังสบายดีอยู่ไหม หน้าตายังงดงามดีหรือเปล่า หลายคนไม่กล้าแม้แต่จะเปิดไฟขณะมีเซ็กซ์ และคงไม่ต้องถึงขั้นบอกให้คู่รักถอดแว่นออก เวลาคุณเปลือยกายต่อหน้าเขา หลายคนเชื่ออยู่ลึก ๆ ในใจว่าจุดซ่อนเร้นของตนเองต้องไม่ปกติหรือน่าเกลียด ดร.แคเธอรีน แบล็กเลดจ์ มองเห็นประโยชน์ของการเปรียบเทียบ ดังนั้น เธอได้รวบรวมภาพสีของช่องคลอดลักษณะต่าง ๆ มาไว้ในหนังสือสำรวจความลึกลับของช่องคลอดที่มีชื่อว่า &#8220;The Story Of V&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="text-align: center;"><a href="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/01/underwear.jpg" class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" ><img class="alignleft size-medium wp-image-5947" title="underwear" src="http://www.pr-th.com/wp-content/uploads/2010/01/underwear-200x300.jpg" alt="" width="200" height="300" /></a></div>
<p><span style="font-weight: bold;">สบายดีไหมจ๊ะน้องสาว (Health Plus)</span></p>
<p><span style="color: #000080; font-weight: bold;">ขอต้อนรับสู่กลเม็ดเคล็ดลับที่จะช่วยให้น้องน้อยของคุณมีสุขภาพดี และมีความสุขแล้วคุณจะรู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน</span><br />
คุณอาจไม่เคยรู้เลยว่าช่องคลอดของคุณมีความสุขดีหรือไม่ ทั้งที่จริงแล้ว ช่องคลอดเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย รู้อย่างนี้แล้วเหตุใดเราจึงไม่ดูแลเอาใจใส่น้องน้อยของเราเป็นพิเศษ <span id="more-5668"></span>ทฤษฏีของเราคือสิ่งที่ทำให้คนเรามีความสุข คือสิ่งที่ทำให้ช่องคลอดมีความสุข นั่นคือได้รับการมองว่ามีคุณค่า ได้รับความรักและความเอาใจใส่ ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ มีเซ็กซ์และได้หัวเราะอย่างมีความสุข และเหนืออื่นใดคือ การมีสุขภาพดี และเมื่อคุณอยู่ในช่วงก่อนวัยทองหรือวัยทอง ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบโดยตรงกับความสุขและสุขภาพของช่องคลอด</p>
<p><span style="font-weight: bold;">คำแนะนำต่อไปนี้ จะช่วยให้น้องสาวของคุณแฮปปี้สุด ๆ</span></p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/87538_1.gif" border="0" alt="" /> <span style="font-weight: bold; background-color: #ffff00;">กระจกวิเศษบอกข้าเถิด&#8230;</span></p>
<p><span style="font-weight: bold; color: #000080;">กระจก ช่วยให้คุณคุ้นเคยกับริ้วรอยรอบดวงตาได้ดีเกินคาด ว่าแต่คุณใช้กระจกส่องดูจุดซ่อนเร้นของคุณว่า ยังอยู่ดีมีสุขอยู่หรือไม่ ครั้งสุดท้ายคือเมื่อไร</span> นี่อาจฟังดูเป็นคำแนะนำเชย ๆ ที่เรียกร้องมาจากเวิร์กช็อปของนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีในยุคทศวรรษที่ 70 แต่อันที่จริงแล้วการส่องกระจกและสำรวจดูอย่างละเอียด เป็นวิธีเดียวที่จะได้เห็นสิ่งที่อยู่ระหว่างขา</p>
<p><span style="font-weight: bold;">แต่ ถ้าเรากล้าพอที่จะส่องดู ก็จะทำให้รู้ว่าน้องสาวยังสบายดีอยู่ไหม หน้าตายังงดงามดีหรือเปล่า หลายคนไม่กล้าแม้แต่จะเปิดไฟขณะมีเซ็กซ์ และคงไม่ต้องถึงขั้นบอกให้คู่รักถอดแว่นออก เวลาคุณเปลือยกายต่อหน้าเขา หลายคนเชื่ออยู่ลึก ๆ ในใจว่าจุดซ่อนเร้นของตนเองต้องไม่ปกติหรือน่าเกลียด</span></p>
<p>ดร.แคเธอรีน แบล็กเลดจ์ มองเห็นประโยชน์ของการเปรียบเทียบ ดังนั้น เธอได้รวบรวมภาพสีของช่องคลอดลักษณะต่าง ๆ มาไว้ในหนังสือสำรวจความลึกลับของช่องคลอดที่มีชื่อว่า &#8220;The Story Of V&#8221;</p>
<p><span style="color: #800080;"> &#8220;มีผู้หญิง 2-3 คน มาพบฉันพร้อมกับเล่าว่า พวกเธอคิดว่าช่องคลอดตัวเองผิดปกติ จนกระทั่งได้มาเห็นรูปภาพในหนังสือ ช่องคลอดมีลักษณะหลากหลายแตกต่างกันไป แต่ละชนิดก็มีความสวยงามในแบบของตัวเอง นี่เป็นการค้นพบสุดล้ำลึก ที่ช่วยให้ผู้หญิงเรามองเห็นช่องคลอดของตนเอง ซึ่งเป็นส่วนที่มีพลังและความรื่นรมย์ในตัวเอง โดยที่พวกเธอสามารถมองได้อย่างภาคภูมิใจ&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: bold;">การ ใช้กระจกส่องสังเกตความผิดปกติ เช่น รอยแดง ที่อาจเป็นสัญญาณอันตรายนำไปสู่อาการปากช่องคลอดอักเสบ มะเร็งปากช่องคลอด ส่วนอาการบวมอาจเป็นเพราะแมลงกัดต่อย หรืออาการเริ่มแรกของโรคไต </span>มะเร็ง ต่อมน้ำเหลือง หากส่องพบไฝ จุดสีคล้ำ ดำ ก็ให้หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อย ๆ ว่ามีขนาดใหญ่ขึ้นหรือสีเข้มมากขึ้นหรือไม่ ต้องระวังว่ามีตุ่มน้ำเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะเป็นสัญญาณของโรคเริมหรือผิวหนังอักเสบ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/87538_1.gif" border="0" alt="" /> <span style="font-weight: bold; background-color: #ffff00;">ไลต์โยเกิร์ต มิตรแท้</span></p>
<p><span style="font-weight: bold;"> </span><span style="color: #800080;"><span style="font-weight: bold;">สุขภาพ ของช่องคลอดไม่ต่างอะไรกับไลฟ์โยเกิร์ต (live yogurt) หนึ่งถ้วย ซึ่งเป็นโยเกิร์ตที่อุดมด้วย แบคทีเรียที่เป็นมิตรอย่างแลคโตบาซิลลัส โดยมีหน้าที่แข็งขันในการต่อสู้กับเชื้อโรค ก่อนจะไปทำอันตรายต่อช่องคลอด ระบบนิเวศตามธรรมชาติของแบคทีเรียที่ดี</span> คือความเป็นกรดปานกลาง นั่นคือมีค่า pH ประมาณ 4 ซึ่งยังมีความเป็นกรดน้อยกว่ามะนาว (pH2) แต่มากกว่าไวน์แดง 1 แก้ว ระดับความเป็นกรดดังกล่าวนี้ มีความเหมาะสมต่อการเติบโตของแบคทีเรียที่ดี และทำให้เชื้อราในช่องคลอดและโรคติดเชื้ออื่น ๆ ไม่มากล้ำกราย</span></p>
<p>ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้ช่องคลอดมีความเป็นกรดลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่าย การใช้น้ำฉีดล้างจุดซ่อนเร้น การทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นด้วยสบู่ที่มีฤทธิ์แรง หรือและเช็ดล้างด้วยสบู่เหลวอนามัย สำหรับผู้หญิงที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์น้ำยาระงับกลิ่น สารทำความสะอาดจำพวกคลอรีน หรือน้ำหอม เหล่านี้ล้วนไปรบกวนปราการธรรมชาติของคุณ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการใช้ มิฉะนั้นอาจก่อให้เกิดความระคายเคืองและการติดเชื้อได้</p>
<p>สาเหตุของการติดเชื้อราเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งชุดชั้นในที่มีเชื้อรา ซึ่งเกิดจากการตากในที่อับชื้นหรือไม่โดนแสงแดด โดยเฉพาะผ้าไนลอนจะสามารถติดเชื้อราได้ง่าย ควรเลือกชุดชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้าย เพราะเกิดเชื้อราได้ยาก และระบายความอับชื้อได้ดีกว่า หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าหรือชุดชั้นในรัด ๆ ฟิต ๆ เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นในจุดซ่อนเร้น โดยเฉพาะคนที่มีเหงื่อมาก และผู้หญิงเจ้าเนื้อควรต้องระวังเป็นพิเศษ รวมทั้งการใส่แผ่นอนามัย โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนระหว่างวันหรือใส่เป็นเวลานาน เพราะแผ่นอนามัยจะทำให้ยิ่งเกิดความอับชื้นเป็นทวีคูณ</p>
<p><span style="color: #000080;"><span style="font-weight: bold;"> รู้ไหมว่ายาปฏิชีวนะนี่แหละตัวดี บางคนเป็นหวัดเรื้อรัง หรือเป็นสิว ต้องกินยารักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตัวยาจะไปทำลายเจ้าเชื้อแบคทีเรีย &#8220;แลคโตบาซิลลัส&#8221; ที่มีหน้าที่ฆ่าเชื้อราในช่องคลอด</span> ทีนี้จึงเป็นโอกาสให้เชื้อราเจริญเติบโตอยู่ภายในช่องคลอด ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ตามมาได้ ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ</span></p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/87538_1.gif" border="0" alt="" /> <span style="font-weight: bold; background-color: #ffff00;">เพิ่มความหล่อลื่น</span></p>
<p>เซลล์ผนังช่องคลอดมีความอ่อนไหวอย่างยิ่ง ต่อการกระตุ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อทำให้เซลล์ชุ่มชื่น เมื่อฮอร์โมนดังกล่าวขาดหายไป ผนังเซลล์ที่หนาตัวจะบางลง ความยืดหยุ่นลดลง สารที่ก่อให้เกิดความหล่อลื่นหายไป ความแห้งเป็นอาการแรกๆ ที่ปรากฏเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทอง หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ทำให้ช่องคลอดตีบ อาการที่พบคือแสบหรือคันช่องคลอด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ บางครั้งเลือดออกหลังมีเซ็กซ์</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><span style="font-weight: bold;">จาก ผลการสำรวจของ the Menopause Exchange พบว่า 40% ของผู้หญิงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีอาการดังกล่าว แต่มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ไปพบแพทย์ </span>ข่าวดี คือเราสามารถป้องกันอาการดังกล่าวได้ โดยไปพบแพทย์เมื่อมีอาการช่องคลอดแห้ง วิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริม ซึ่งจะช่วยให้เกิดการหล่อลื่นและเลือดไหลเวียนไปยังช่องคลอด</span></p>
<p>การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นการรักษาที่ตรงจุดมากที่สุด แต่จำเป็นต้องดูแลเรื่องความเสี่ยงและอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้เป็นเวลานาน เอสโตรเจนมีมากมายหลายแบบ ทั้งใช้ใส่ในช่องคลอด ทาหรือแปะที่ผิวหนัง รวมถึงแบบรับประทาน การพิจารณาเลือกใช้ฮอร์โมนว่าควรใช้แบบใด และนานเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมกับอาการ ควรเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรซื้อฮอร์โมนมาใช้เอง</p>
<p><span style="color: #800000;">&#8220;สาร อาหารจากธรรมชาติช่วยได้ ไอโซฟลาโวนส์ (lsoflavones) ซึ่งเป็นสารเอสโตรเจนจากพืชที่สามารถพบมากในถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองทั้งหลาย หรือแบล็คโคฮอช (black cohosh) เป็นพืชที่เชื่อว่าช่วยลดอาการที่เกิดขึ้นในวัยหมดประจำเดือน รวมทั้งความแห้งของช่องคลอดด้วย&#8221;</span></p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/87538_1.gif" border="0" alt="" /> <span style="font-weight: bold; background-color: #ffff00;">เซ็กซ์ช่วยได้</span></p>
<p><span style="font-weight: bold;">เซ็กซ์ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้ช่องคลอดยืดหยุ่น รู้สึกอ่อนเยาว์ แม้อายุมากขึ้นก็ควรมีเซ็กซ์กับคู่รัก หรือสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ</span> ในขณะที่ร่างกายที่ถูกปลุกเร้าหรือถึงจุดสุดยอด เลือดจะไหลไปเลี้ยงยังบริเวณอุ้งเชิงกรานมากขึ้น จึงทำให้ช่องคลอดแข็งแรง แม้จะต้องเผชิญกับภาวะที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง จำไว้ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร การมีเพศสัมพันธ์ไม่ควรจะทำให้รู้สึกเจ็บ หรือก่อนการร่วมเพศให้ใช้สารหล่อลื่นทาที่ปากช่องคลอด หรืออวัยวะเพศชายจะช่วยลดการเสียดสีที่อาจจะทำให้เจ็บได้</p>
<p><span style="font-weight: bold; background-color: #ffff00;">ฝึกขมิบ</span></p>
<p>ผู้หญิงทุกคนควรออกกำลังกายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทุกวัน การฝึกขมิบอุ้งเชิงกรานบ่อย ๆ ที่เรียกว่า Kegel exercises ซึ่งจะช่วยให้เลือดไหลไปยังบริเวณดังกล่าวมากขึ้น จึงทำให้เนื้อเยื่อช่องคลอดอ่อนเยาว์ ผลพลอยได้คือ ทำให้คุณกับคู่รักมีความสุขมากขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์ คือ ช่องคลอดกระชับตึงมากขึ้น การฝึกขมิบยังช่วยควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะให้ดีขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้ปัสสาวะเล็ดออกมาเวลาหัวเราะหรือเต้นรำ</p>
<p><span style="font-weight: bold; background-color: #ffff00;">ตรวจมะเร็งปากมดลูก</span></p>
<p><span style="font-weight: bold;">อัตรา การเป็นมะเร็งปากมดลูกลดลง ต้องขอบคุณการตรวจมะเร็งปากมดลูกที่เรียกว่า แป๊ปสเมียร์ (Pap smear) ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองว่ามีข้อสงสัยหรือข้อชี้นำว่า มีเชื้อมะเร็งหรือไม่ การตรวจมะเร็งปากมดลูกเป็นการตรวจทางเซลล์วิทยา เพื่อการหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้น </span>เพื่อจะได้รักษาแต่เนิ่น ๆ เชื่อกันว่าไวรัสชนิด Human Papilloma Viruses (HPV) เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะก่อนมะเร็งและมะเร็งปากมดลูก เชื้อไวรัสชนิด HPV มีมากกว่า 60 ชนิด ซึ่งมากกว่า 10 ชนิดจะติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ โอกาสเกิดมะเร็งเนื่องจากสัมผัสถูกเชื้อไวรัส มักจะเกิดในช่วงอายุ 20-30 ปี และภาวะก่อนมะเร็งมักจะเกิดในช่วงอายุ 30-40 ปี และมะเร็งปากมดลูกมักจะเกิดในช่วงอายุ 50-60 ปี</p>
<p><span style="color: #800000;"> ส่วนการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะก่อนมะเร็ง หรือมะเร็งปากมดลูก คงต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ต่อไป ซึ่งมักจะต้องการได้รับชิ้นเนื้อบางส่วนของปากมดลูก หรือปากมดลูกทั้งหมด ผู้หญิงที่อยู่วัยเจริญพันธุ์และมีเพศสัมพันธ์หรือายุ 30 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูก และควรเข้ารับการตรวจซ้ำทุก 3 ปี อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจที่ผ่านมาเป็นบวก ควรเข้ารับการตรวจซ้ำทุกปี</span></p>
<p><span style="font-weight: bold; background-color: #ffff00;">ปลอดภัยไว้ก่อน</span></p>
<p><span style="color: #800080; font-weight: bold;">โดย ทั่วไปการป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งปากมดลูกก็คือ การป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อ HPV ซึ่งสามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ ควรเลี่ยงพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย การมีคู่นอนหลายคน </span></p>
<p>นอกจากนี้ ยังพบว่าการใช้ถุงยางอนามัยสามารถลดการติดเชื้อได้ แม้จะไม่ทั้งหมด เนื่องจากยังมีโอกาสติดเชื้อได้จากผิวหนัง ที่สัมผัสในบริเวณที่อยู่นอกถุงยางอนามัย ดังนั้นสตรีที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ จึงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพื่อให้สามารถตรวจพบร่องรอยของโรคได้ตั้งแต่ระยะต้น ๆ ซึ่งจะทำให้การรักษาได้ผลสำเร็จดีกว่าพบเมื่อมะเร็งเข้าสู่ระยะลุกลาม<br />
ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
kapook.com<br />
<img src="http://img.kapook.com/image/Logo/Health%20plus_logo.jpg" border="0" alt="" width="150" height="38" /></p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F01&amp;t=%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%20%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%AE%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B9%89"  id="facebook_share_button_5668" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_5668') || document.getElementById('facebook_share_icon_5668') || document.getElementById('facebook_share_both_5668') || document.getElementById('facebook_share_button_5668');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_5668') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/01/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำ&#8230;กับการบำบัด</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/01</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/01#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Jan 2010 01:52:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=5434</guid>
		<description><![CDATA[โรคเบาหวาน เป็นหนึ่งในโรคที่มีความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหาร(Metabolic disease) และมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นร่วมด้วย โดยได้มีการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อน โดยพบว่า สาเหตุการเกิดโรคมีความสัมพันธ์กับกระบวนการทำงานของ ROS (Reactive oxygen species: อนุมูลอิสระที่มีอะตอมของออกซิเจน) ที่เป็นผลให้เกิดภาวะที่เซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระที่เรียกว่า oxidative stress การเพิ่มขึ้นของอนุมูลอิสระ(Oxygen radicals) และ ลิพิดเปอร์ออกไซด์ (Lipid peroxide: กระบวนการที่อนุมูลอิสระดึงเอาอิเล็ตรอนจากไขมัน) ในระหว่างที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นนั้น จะก่อให้เกิดกรดของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งเป็นเหตุให้เซลล์ในอวัยวะอื่นๆ ถูกอนุมูลอิสระทำลายและนำไปสู่การทำลายระดับ DNA เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการนำเสนอผลการศึกษา “ผลของน้ำอัลคาไลน์ต่อโรคเบาหวาน”(Anti-Diabetic effect of Alkaline-Reduced Water)และยิ่งไปกว่านั้นยังได้มีการเสนอแนะว่าน้ำอัลคาไลน์อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและการเผาผลาญไขมัน ซึ่งพบว่าน้ำอัลคาไลน์ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง และมีค่าORPเป็นลบสูง  ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Anti-Oxidantจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของอนุมูลอิสระ หยุดการทำลายเซลล์และDNA และลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีสำหรับจุลชีพต่างๆ ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยเบาหวานมีบาดแผลเปิด และมีการสัมผัสกับจุลชีพในอากาศ ก็ทำให้แผลเกิดการติดเชื้อ หายช้า และอาจลุกลามเป็นแผลกว้างได้อีก อีกทั้งยังส่งผลให้ความสามารถของเม็ดเลือดขาวในการฆ่าเชื้อลดลง แต่เมื่อได้ทำการลดระดับน้ำตาลในเลือดลง และทำให้ pHของเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ pH7.35-pH7.45 ซึ่งเป็นระดับที่เม็ดเลือดขาวทำงานได้ดี ดังนั้นร่างกายจะเกิดภูมิต้านทานโรคตามธรรมชาติ  ซึ่งมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกัน และยับยั้งโรคร้าย ที่อยู่ใกล้ตัวคุณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" title="น้ำ กับการบำบัด ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ ฟรี www.pr-th.com" src="http://www.pr-th.com/img/2010-1/pic-01.jpg" alt="น้ำ กับการบำบัด ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ ฟรี www.pr-th.com" width="205" height="320" /><strong>โรคเบาหวาน</strong> เป็นหนึ่งในโรคที่มีความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหาร(<strong>Metabolic disease</strong>) และมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นร่วมด้วย โดยได้มีการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเกิด<strong>โรคและภาวะแทรกซ้อน</strong> โดยพบว่า สาเหตุการเกิดโรคมีความสัมพันธ์กับกระบวนการทำงานของ ROS (<em>Reactive oxygen species</em>: อนุมูลอิสระที่มีอะตอมของออกซิเจน) ที่เป็นผลให้เกิดภาวะที่เซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระที่เรียกว่า <strong>oxidative stress</strong><span id="more-5434"></span></p>
<p>การเพิ่มขึ้นของอนุมูลอิสระ(Oxygen radicals) และ ลิพิดเปอร์ออกไซด์ (Lipid peroxide: กระบวนการที่อนุมูลอิสระดึงเอาอิเล็ตรอนจากไขมัน) ในระหว่างที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นนั้น จะก่อให้เกิดกรดของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งเป็นเหตุให้เซลล์ในอวัยวะอื่นๆ ถูกอนุมูลอิสระทำลายและนำไปสู่การทำลายระดับ DNA</p>
<p>เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการนำเสนอผลการศึกษา “ผลของน้ำอัลคาไลน์ต่อโรคเบาหวาน”(<strong>Anti-Diabetic effect of Alkaline-Reduced Water</strong>)และยิ่งไปกว่านั้นยังได้มีการเสนอแนะว่าน้ำอัลคาไลน์อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและการเผาผลาญไขมัน ซึ่งพบว่าน้ำอัลคาไลน์ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง และมีค่าORPเป็นลบสูง  ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น <strong>Anti-Oxidant</strong>จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของอนุมูลอิสระ หยุดการทำลายเซลล์และDNA และลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีสำหรับจุลชีพต่างๆ ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยเบาหวานมีบาดแผลเปิด และมีการสัมผัสกับจุลชีพในอากาศ ก็ทำให้แผลเกิดการติดเชื้อ หายช้า และอาจลุกลามเป็นแผลกว้างได้อีก อีกทั้งยังส่งผลให้ความสามารถของเม็ดเลือดขาวในการฆ่าเชื้อลดลง แต่เมื่อได้ทำการลดระดับน้ำตาลในเลือดลง และทำให้ pHของเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ pH7.35-pH7.45 ซึ่งเป็นระดับที่เม็ดเลือดขาวทำงานได้ดี</p>
<p>ดังนั้นร่างกายจะเกิดภูมิต้านทานโรคตามธรรมชาติ  ซึ่งมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกัน และยับยั้งโรคร้าย ที่อยู่ใกล้ตัวคุณ</p>
<p><strong>ที่มา</strong><strong>: D.Jin et al., Anti-Diabetic effect of Alkaline-reduced water on OLETF Rats,Biosci.Biotechnol.Biochem.,70(1),31-37,2006</strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ร่วมเผยแพร่ข้อมูลโดย</span></strong><span style="text-decoration: underline;"> </span><strong><span style="text-decoration: underline;">บริษัท เอชทูโอ ไลฟ ซอร์ส</span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;"> (ประเทศไทย) จำกัด</span></strong><strong></strong></p>
<p><strong>www.h2olifesource.co.th</strong></p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b3-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F01&amp;t=%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3...%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94"  id="facebook_share_button_5434" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_5434') || document.getElementById('facebook_share_icon_5434') || document.getElementById('facebook_share_both_5434') || document.getElementById('facebook_share_button_5434');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_5434') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/01/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีห่อของขวัญแบบเก๋ ๆ</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%8b-%e0%b9%86/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/12</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%8b-%e0%b9%86/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/12#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2009 12:57:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีห่อของขวัญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=5384</guid>
		<description><![CDATA[ใกล้จะถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ แล้ว  เพื่อน ๆ คงจะหาของขวัญสักชิ้นให้คนพิเศษ  แต่ถ้าจะห่อของขวัญแบบธรรมดาก็คงดูธรรมด้าธรรมดาไป  เลยนำการห่อของขวัญสวย ๆ มาฝากกัน การห่อของขวัญแบบสี่เหลี่ยม เป็น วิธีการห่อที่เบสิกที่สุด ทุกคนสามารถทำได้ ทว่าความประณีตในการห่อขึ้นอยู่กับทักษะเหมือนกัน มาดูกันว่าเราจะรังสรรค์อย่างไร เริ่มต้นง่าย ๆ จากวางกล่องกระดาษตามแนวทแยงมุมของกระดาษ จากนั้นพับกระดาษจากมุมล่างขึ้นไป และพับกระดาษข้างซ้ายขึ้นมาให้มุมตั้งฉากสวยงาม ขั้นต่อไปพับกระดาษอีกข้างหนึ่งด้วยวิธีเดียวกัน และพลิกกล่องขึ้น จับกล่องวางลงแล้วพับมุมด้านขวาขึ้นมา พับมุมที่เหลือและเก็บมุมให้เรียบร้อย แล้วติดเทป ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ การห่อของขวัญแบบลูกอมหรือทอฟฟี่ แบบ นี้ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของของขวัญ สามารถห่อได้ทั้งแบบใส่กล่องหรือห่อโดยตรงจากของขวัญเลยก็ได้ เริ่มแรกให้นำกระดาษสาสีแดงหรือสีที่ชอบมาห่อทั้งแผ่น โดยให้กล่องของขวัญอยู่กึ่งกลางกระดาษ จับรวมปลายกระดาษสาทั้ง 2 ข้าง ให้เป็นรูปทอฟฟี่และเอาไหมพรมมาผูกทั้ง 2 ด้าน จากนั้นใช้กรรไกรซิกแซ็กตัดริมกระดาษสาเก็บรายละเอียดให้สวยงาม อาจหาโบว์สีสวยขนาดใหญ่หน่อยมาผูก 2 ข้าง ก็ดูเก๋ไก๋ไม่เบา การห่อของขวัญที่เป็นขวด การ ห่อของขวัญที่เป็นขวด นอกจากการนำขวดใส่กล่องสี่เหลี่ยมทรงสูงแล้ว ยังมีการห่ออีกแบบที่นิยมคือ การห่อให้คงลักษณะรูปขวดแล้วเพิ่มลูกเล่นเข้าไป เช่นการนำกระดาษสา 2 แผ่น โดยใช้สีตัดกันอย่างเห็นได้ชัดเพื่อความสวยงาม จากนั้นติดเทปกาว 2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><span style="color: #000000;">ใกล้จะถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ แล้ว  เพื่อน ๆ คงจะหาของขวัญสักชิ้นให้คนพิเศษ  แต่ถ้าจะห่อของขวัญแบบธรรมดาก็คงดูธรรมด้าธรรมดาไป  เลยนำการห่อของขวัญสวย ๆ มาฝากกัน</span><span id="more-5384"></span><img class="alignleft" src="http://www.pr-th.com/img/12/giftPack.jpg" alt="" width="300" height="227" /><br />
<span style="color: orange;"><strong>การห่อของขวัญแบบสี่เหลี่ยม</strong></span><br />
เป็น วิธีการห่อที่เบสิกที่สุด ทุกคนสามารถทำได้ ทว่าความประณีตในการห่อขึ้นอยู่กับทักษะเหมือนกัน มาดูกันว่าเราจะรังสรรค์อย่างไร เริ่มต้นง่าย ๆ จากวางกล่องกระดาษตามแนวทแยงมุมของกระดาษ จากนั้นพับกระดาษจากมุมล่างขึ้นไป และพับกระดาษข้างซ้ายขึ้นมาให้มุมตั้งฉากสวยงาม ขั้นต่อไปพับกระดาษอีกข้างหนึ่งด้วยวิธีเดียวกัน และพลิกกล่องขึ้น จับกล่องวางลงแล้วพับมุมด้านขวาขึ้นมา พับมุมที่เหลือและเก็บมุมให้เรียบร้อย แล้วติดเทป ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์<br />
<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-6343869809035385";
/* 234x60,prThAdsenmanager 4/19/09 */
google_ad_slot = "3596169012";
google_ad_width = 234;
google_ad_height = 60;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script><br />
<span style="color: green;"><strong>การห่อของขวัญแบบลูกอมหรือทอฟฟี่</strong></span><br />
แบบ นี้ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของของขวัญ สามารถห่อได้ทั้งแบบใส่กล่องหรือห่อโดยตรงจากของขวัญเลยก็ได้ เริ่มแรกให้นำกระดาษสาสีแดงหรือสีที่ชอบมาห่อทั้งแผ่น โดยให้กล่องของขวัญอยู่กึ่งกลางกระดาษ จับรวมปลายกระดาษสาทั้ง 2 ข้าง ให้เป็นรูปทอฟฟี่และเอาไหมพรมมาผูกทั้ง 2 ด้าน จากนั้นใช้กรรไกรซิกแซ็กตัดริมกระดาษสาเก็บรายละเอียดให้สวยงาม อาจหาโบว์สีสวยขนาดใหญ่หน่อยมาผูก 2 ข้าง ก็ดูเก๋ไก๋ไม่เบา</p>
<p><span style="color: brown;"><strong>การห่อของขวัญที่เป็นขวด</strong></span><br />
การ ห่อของขวัญที่เป็นขวด นอกจากการนำขวดใส่กล่องสี่เหลี่ยมทรงสูงแล้ว ยังมีการห่ออีกแบบที่นิยมคือ การห่อให้คงลักษณะรูปขวดแล้วเพิ่มลูกเล่นเข้าไป เช่นการนำกระดาษสา 2 แผ่น โดยใช้สีตัดกันอย่างเห็นได้ชัดเพื่อความสวยงาม จากนั้นติดเทปกาว 2 หน้าที่กระดาษสีแดงแล้วนำกระดาษสีเขียวมาติดบนกระดาษสีแดงจะกลายเป็นกระดาษ ห่อ 2 สีในแผ่นเดียวกัน<br />
&#8230;ขั้นตอนถัดไป ให้นำขวดไวน์ตั้งบนกึ่งกลางระหว่างกระดาษสีเขียวและสีแดง ห่อกระดาษรอบขวดให้เป็นจีบอย่างประณีต ใช้ริบบิ้น (สีเดียวกับกระดาษ) แดง เขียว ผูกเป็นโบว์หูกระต่ายบริเวณคอขวด ให้ขนาดของโบว์ไม่เท่ากัน นำริบบิ้นผ้าสีขาวผูกทับอีกชั้นหนึ่ง และนำริบบิ้นขน 2 เส้น เส้นละ 1 เมตร ผูกให้เป็นโบว์หูกระต่าย หลังจากนั้นนำริบบิ้นลวดสีเขียวและสีแดงตัดเส้นละ 1 เมตร แปะด้วยเทปกาว 2 หน้าที่บริเวณขวดด้านในกระดาษห่อ ใช้ปากกาม้วนริบบิ้นลวดทั้ง 2 สีให้เป็นเกลียว แค่นี้ก็ได้ของขวัญที่เต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์แล้ว</p>
<p><span style="color: pink;"><strong>การห่อของขวัญแบบญี่ปุ่น</strong></span><br />
สามารถ ทำได้ง่าย โดยสีที่เน้นคือ &#8220;สีน้ำตาล&#8221; โดยการหาซองสีน้ำตาลขนาดพอเหมาะกับขนาดของขวัญ นำกระดาษมาห่อชั้นแรก โดยห่อแบบเฉียง ๆ เสร็จแล้วพับส่วนที่เหลือให้ได้รูปเก็บให้เรียบร้อย เอากระดาษสาแบบแข็งขนาดเล็กกว่าแผ่นแรก โดยตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้านำมาวางพาดแนวเฉียง ขั้นตอนสุดท้ายหาโบว์มาผูกเลือกแนวเฉียง</p>
<p><span style="color: maroon;"><strong>การห่อของขวัญแบบสามเหลี่ยม</strong></span><br />
การ ห่อลักษณะนี้เหมาะสำหรับของขวัญที่ไม่มีความหนามาก เช่น กิ๊บติดผม สมุดบันทึก นาฬิกาข้อมือ โดยเริ่มจากตัดกระดาษเป็นแนวยาว พับด้านหนึ่งของกระดาษทำมุม 60 องศา แล้วพับเป็นสามเหลี่ยมเท่าด้านกว้างของกระดาษต่อไปเรื่อย ๆ จนสุดกระดาษพับมุมด้านหนึ่งตามรูป หลังจากนั้นใส่ของขวัญแล้วเสียบปลายสามเหลี่ยมเข้าไปในห่อ สุดท้ายตกแต่งด้วยโบว์อย่างประณีต การห่อแบบนี้ต้องใช้กระดาษที่มีความหนาพอควร เพื่อการอยู่ตัวของรูปทรง</p>
<p><span style="color: red;"><strong>การห่อของขวัญแบบจับจีบ</strong></span><br />
เป็น การห่อที่เรียบ ๆ แต่มีลูกเล่นที่การพับจีบ ทำให้กล่องของขวัญที่ห่อแบบเบสิกมีมิติและดูพิถีพิถันตั้งใจขึ้น ซึ่งคุณสามารถนำวิธีจับจีบนี้ไปสร้างสรรค์ได้อีกหลายแบบ จะจีบตรง จีบข้าง หรือใช้วิธีต่อกระดาษ 2 สี แล้วค่อยจับจีบก็เก๋ไปอีกแบบ</p>
<p><span style="color: blue;"><strong>การห่อของขวัญแบบใช้กระดาษ 2 แผ่น</strong></span><br />
ควร ใช้กระดาษที่มีลายกับสีพื้นมาต่อกันด้วยเทปกาว 2 หน้า แล้วห่อแบบวิธีเบสิกทั่วไป เสร็จแล้วผูกโบว์ที่มีสีแมตช์กับกระดาษ ถ้าโบว์มีขนาดใหญ่ควรติดกระดาษสีพื้นจะดีกว่า เพื่อไม่บังลายของกระดาษ วิธีจับคู่สีของกระดาษ ควรเลือกกระดาษสีพื้นให้ใกล้เคียงกับสีของกระดาษลาย หรือเลือกกระดาษลายเนื้อด้านคู่กับกระดาษสีพื้นมันวาว</p>
<p><span style="color: teal;"><strong>การห่อของขวัญแบบที่เป็นตุ๊กตา</strong></span><br />
นำ กระดาษมาห่อรอบ ๆ ตุ๊กตาจัดแต่งให้สวยงาม นำริบบิ้นสีแดงมาผูกรอบตุ๊กตาเป็นโบว์ให้แน่น หลังจากนั้นนำริบบิ้นสีเขียวมาผูกรอบตุ๊กตาในลักษณะเดียวกันกับริบบิ้นสีแดง ตัดริบบิ้นลวดสีทองที่มุมด้านหนึ่ง แล้วดึงริบบิ้นลงค่อย ๆ ม้วนจนเป็นรูปดอกกุหลาบ นำริบบิ้นสีทองที่ม้วนเป็นดอกกุหลาบแล้วร้อยเข้ากับริบบิ้นสีเขียว เพียงแค่นี้ก็ได้ตุ๊กตาสวย ๆ ด้วยฝีมือของคุณเอง</p>
<p>http://variety.teenee.com/foodforbrain/12111.html</p></div>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%258b-%25e0%25b9%2586%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F12&amp;t=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%8B%20%E0%B9%86%20"  id="facebook_share_button_5384" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_5384') || document.getElementById('facebook_share_icon_5384') || document.getElementById('facebook_share_both_5384') || document.getElementById('facebook_share_button_5384');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_5384') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%8b-%e0%b9%86/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/12/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาหัดขับรถกันเถอะ เคล็ดไม่ลับกับการ ขับถอยหลัง วิธีการขับรถ</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/12</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/12#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Dec 2009 09:29:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการขับรถ]]></category>
		<category><![CDATA[หัดขับรถ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=5203</guid>
		<description><![CDATA[การเคลื่อน ไหวต่างๆ ไปข้างหน้า ธรรมชาติมักจะอำนวยความสะดวกไว้ให้เพราะเรามีดวงตาอยู่ทางด้านหน้า เช่นเดียวกับการขับรถ มีนักขับรถจำนวนหลายท่าน ที่มีความชำนิชำนาญในการขับรถไปข้างหน้าอย่างคล่องแคล่วว่องไว ขับขึ้นเขาลงเขาได้ถูกต้อง แต่พอจะถอยหลังเข้าจอดหรือถอยหลังเพื่อออกรถ หรือถอยหลังเพื่อกลับรถชักจะยุ่งใหญ่ ถอยแล้ว ถอยอีก ไม่ยอมเข้าที่เข้าทางได้สักที บางครั้งมองดูเป็นงุ่มง่ามเงอะงะไปเลยก็มี การหัดขับรถ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนเพราะ อะไรหรือ ก็เพราะว่าการขับรถถอยหลังนั้น การหมุนพวงมาลัยจะให้ความรู้สึกกลับกัน เพราะหมุนที่ล้อหน้า แต่กลับมาให้ความรู้สึกสนองตอบที่ล้อหลัง ดังนั้นผู้ที่ไม่ฝึกหัดให้ชำนิชำนาญและคุ้นเคยกับปฏิกิริยานี้ มักจะขับได้ไม่ค่อยดี อีกประการหนึ่ง การที่เราขับไปข้างหน้าทันทีที่เราหมุนพวงมาลัย ความรู้สึกว่ารถสนองตอบจะเกิดขึ้นทันที แต่การขับรถถอยหลังนั้น หมุนพวงมาลัยไปแล้ว ต้องทิ้งระยะสักชั่วครู่หนึ่งอาการสนองตอบของรถจึงจะเกิดขึ้น ทำให้ความรู้สึกในการขับรถของเราผิดไปจากปกติได้ เคล็ดลับการขับรถถอยหลังประการแรกก็คือ ต้องพยามยามขับถอยหลังให้ความเร็วรถช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ชินกับการสนองตอบของพวงมาลัยต่อรถ อย่าพยายามหมุนพวงมาลัยในขณะที่รถยังไม่เคลื่อนตัว แต่ให้หมุนทันทีที่รถเคลื่อนตัว จะทำให้หมุนพวงมาลัยได้สะดวก ง่าย เบามือ และยิ่งหมุนพวงมาลัยมากจนเกือบสุด ก็จะทำให้รถเคลื่อนตัวช้ามากขึ้นเท่านั้น เคล็ดลับประการที่สองก็คือ ล้อหน้าเท่านั้นที่เป็นจุดเล็งให้รถเข้าสู่เป้าหมาย การขับรถถอยหลังนั้นไม่ใช่ของง่ายนัก การฝึกหัดที่ถูกต้องคือต้องหัดถอยช้าๆ ไปในทางตรงๆ ก่อน และค่อยๆ เลี้ยวเป็นมุมพอคล่องแคล่ว จับอาการได้ดีแล้วจึงฝึกเลี้ยวซิกแซก ที่ยากขึ้น ท่านั่งในการขับถอยหลัง ท่านจะต้องขยับตัวจากที่นั่งจากปกติ จะขยับไปทางใด มากน้อยเท่าใดนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="baseline"><strong>การเคลื่อน ไหวต่างๆ ไปข้างหน้า ธรรมชาติมักจะอำนวยความสะดวกไว้ให้เพราะเรามีดวงตาอยู่ทางด้านหน้า เช่นเดียวกับการขับรถ มีนักขับรถจำนวนหลายท่าน ที่มีความชำนิชำนาญในการขับรถไปข้างหน้าอย่างคล่องแคล่วว่องไว ขับขึ้นเขาลงเขาได้ถูกต้อง แต่พอจะถอยหลังเข้าจอดหรือถอยหลังเพื่อออกรถ หรือถอยหลังเพื่อกลับรถชักจะยุ่งใหญ่ ถอยแล้ว ถอยอีก ไม่ยอมเข้าที่เข้าทางได้สักที บางครั้งมองดูเป็นงุ่มง่ามเงอะงะไปเลยก็มี</strong><strong><br />
การหัดขับรถ</strong> เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน<span id="more-5203"></span><span style="color: #990000;">เพราะ อะไรหรือ ก็เพราะว่าการขับรถถอยหลังนั้น <strong>การหมุนพวงมาลัย</strong>จะให้ความรู้สึกกลับกัน เพราะหมุนที่ล้อหน้า แต่กลับมาให้ความรู้สึกสนองตอบที่ล้อหลัง ดังนั้นผู้ที่ไม่ฝึกหัดให้ชำนิชำนาญและคุ้นเคยกับปฏิกิริยานี้ มักจะขับได้ไม่ค่อยดี<br />
</span><br />
อีกประการหนึ่ง การที่เราขับไปข้างหน้าทันทีที่เราหมุนพวงมาลัย ความรู้สึกว่ารถสนองตอบจะเกิดขึ้นทันที แต่การขับรถถอยหลังนั้น หมุนพวงมาลัยไปแล้ว ต้องทิ้งระยะสักชั่วครู่หนึ่งอาการสนองตอบของรถจึงจะเกิดขึ้น ทำให้ความรู้สึกในการขับรถของเราผิดไปจากปกติได้</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline"><strong>เคล็ดลับการขับรถถอยหลังประการแรกก็คือ</strong> ต้องพยามยามขับถอยหลังให้ความเร็วรถช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ชินกับการสนองตอบของพวงมาลัยต่อรถ อย่าพยายามหมุนพวงมาลัยในขณะที่รถยังไม่เคลื่อนตัว แต่ให้หมุนทันทีที่รถเคลื่อนตัว จะทำให้หมุนพวงมาลัยได้สะดวก ง่าย เบามือ และยิ่งหมุนพวงมาลัยมากจนเกือบสุด ก็จะทำให้รถเคลื่อนตัวช้ามากขึ้นเท่านั้น</p>
<p><strong>เคล็ดลับประการที่สองก็คือ</strong> ล้อหน้าเท่านั้นที่เป็นจุดเล็งให้รถเข้าสู่เป้าหมาย การขับรถถอยหลังนั้นไม่ใช่ของง่ายนัก การฝึกหัดที่ถูกต้องคือต้องหัดถอยช้าๆ ไปในทางตรงๆ ก่อน และค่อยๆ เลี้ยวเป็นมุมพอคล่องแคล่ว จับอาการได้ดีแล้วจึงฝึกเลี้ยวซิกแซก ที่ยากขึ้น</p>
<p><strong>ท่านั่งในการขับถอยหลัง</strong> ท่านจะต้องขยับตัวจากที่นั่งจากปกติ จะขยับไปทางใด มากน้อยเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับร่างกายของท่านว่าเหมาะสมอย่างใด และจะถอยหลังเลี้ยวซ้ายหรือถอยหลังเลี้ยวขวา เช่น ถ้าจะถอยหลัง<strong>เลี้ยวซ้าย</strong> ท่านควรจับพวงมาลัยด้วยมือขวาและถือได้ว่าในตำแหน่ง 12 นาฬิกา ส่วนถ้าเลี้ยวขวา ก็ควรถือพวงมาลัยไว้ด้วยมือซ้ายตำแหน่ง 12 นาฬิกาเช่นกัน ถ้าร่างกายอ้วนมาก อึดอัด ก็ให้ใช้มือที่ว่างพาดที่เบาะอีกตัวเพื่อประคองตัวเอาไว้ หรือที่เบาะนั่งของที่นั่งคนขับก็ได้</p>
<p><strong>การหมุนพวงมาลัย</strong> เป็นข้อที่ยากลำบากอย่างหนึ่งในการหมุนพวงมาลัยขับรถถอยหลัง เพราะจะต้องหมุนพวงมาลัยเร็วกว่ากำหนดเล็กน้อยก่อนถึงจุดเลี้ยว และเมื่อคืนพวงมาลัยให้ตรงก็ต้องหมุนให้เร็วว่าปกติสักเล็กน้อย รถจึงจะเข้าอยู่ในตำแหน่งที่เราต้องการ ทั้งนี้จะต้องประกอบด้วยการถอยอย่างช้าๆ เพื่อมีเวลาดูสิ่งกีดขวางทั้งข้างหน้าและข้างหลังอย่างระมัดระวังตลอดระยะ เวลาที่รถถอยหลัง</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="360">
<tbody>
<tr>
<td width="360" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000014618302.JPEG" border="0" alt="" width="360" height="294" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong><span style="color: #990000;">ข้อพึงจำและปฏิบัติใน การขับรถถอยหลัง<br />
</span></strong><br />
<span style="color: #000099;"><strong>1. อย่าถอยรถจากถนนซอกซอย</strong></span> ถนนใหญ่ ถ้าไม่มีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโอกาสจะถูกรถที่วิ่งในถนนใหญ่มาชนสูงมาก</p>
<p><strong><span style="color: #000099;">2. อย่าถอยรถจนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดภัย</span></strong> ถึงแม้จะมีคนคอยช่วยดูทางให้ก็ตาม</p>
<p><strong><span style="color: #000099;">3. พยายามอย่าถอยรถในระยะทางยาวๆ</span></strong> เพื่อความสะดวกแก่ตนเอง เพราะอาจจะเกะกะกีดขวางคนอื่นๆ และอาจไม่ปลอดภัยด้วย จึงควรถอยหลังให้สั้นที่สุด</p>
<p><strong><span style="color: #000099;">4. ทุกครั้งที่ขับรถถอยหลัง</span></strong> ต้องพร้อมที่จะหยุดรถให้ได้ทุกวินาที<br />
ถ้าทำได้ดังนี้ครบทุกข้อ ท่านก็จะขับรถถอยหลังได้โดยถูกต้องและปลอดภัย</p>
<p>ข้อมูลจาก <strong>ผู้จัดการออนไลน์</strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a5%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2594%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F12&amp;t=%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%B0%20%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%20%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%96"  id="facebook_share_button_5203" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_5203') || document.getElementById('facebook_share_icon_5203') || document.getElementById('facebook_share_both_5203') || document.getElementById('facebook_share_button_5203');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_5203') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/12/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรรู้ ก่อนใช้ ยาสมุนไพร</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/11</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/11#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Nov 2009 15:23:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ยาสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=4947</guid>
		<description><![CDATA[6 ข้อควรรู้ก่อนใช้ ยาสมุนไพร (ชีวจิต)ยามเจ็บไข้ได้ป่วยครั้งใด คุณตาที่บ้านฉันมักต้องหาวิธีรักษาด้วยตนเอง ยิ่งถ้าเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยแล้ว ก็มักอาศัยสมุนไพรที่เป็นทั้งอาหารและยาภายในรั้วบ้าน เรียกว่าหาได้ง่าย ๆ ไม่สิ้นเปลืองเงิน แล้วถ้าใช้ถูกวิธี ถูกอาการ ในปริมาณที่พอเหมาะก็จะรักษาโรคได้ดี ถึง แม้การใช้ พืชสมุนไพร ขณะที่ยังสดอยู่จะดูเป็นวิธีการที่สะดวก ใช้ง่าย แต่ฤทธิ์ของตัวยาที่มีอยู่ในสมุนไพรอาจจะไม่คงที่ ในบางครั้งการออกฤทธิ์อาจจะดี แต่บางครั้งก็ออกฤทธิ์ไม่ดีนักได้ ทางที่ดีเราจึงควรศึกษาข้อควรระวังก่อนใช้ยาจากพืชสมุนไพร ดังที่คุณตาเคยแนะนำฉันไว้ดังนี้ค่ะ 1. ควรทำความรู้จักกับ สมุนไพรชนิดนั้นให้ดีก่อนใช้ เช่น ศึกษาพิษของยาและข้อห้ามใช้ในยาบางชนิด ทำให้มีความปลอดภัยในการใช้มากขึ้น 2. ถ้าเป็นสมุนไพรที่ไม่เคยใช้มาก่อน ควรเริ่มกินในปริมาณน้อย เช่น กินเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดที่กำหนดไว้ และสังเกตดูว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายหรือไม่ ถ้าไม่มีจึงค่อยกินต่อ 3. คนที่อ่อนเพลียมาก เด็กอ่อน และคนชรา ห้ามใช้ยามากเกินไป เพราะคนเหล่านี้มีภูมิต้านทานยาน้อยจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ง่าย 4. ตรวจสอบสรรพคุณของยา เมื่อกินยาสมุนไพร 1 วันแล้ว อาการไม่ดีขึ้นต้องเปลี่ยนยา แต่ถ้าเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคกระเพาะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="text-align: center;"><span style="font-weight: bold;"><img style="width: 400px; height: 229px;" src="http://img.kapook.com/image/health/01_254.jpg" border="0" alt="สมุนไพร" width="400" height="229" /></span></div>
<p><span style="font-weight: bold;"><br />
6 ข้อควรรู้ก่อนใช้ ยาสมุนไพร</span> <span style="font-weight: bold;">(ชีวจิต)</span><br style="font-weight: bold;" /><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #800000;">ยามเจ็บไข้ได้ป่วยครั้งใด คุณตาที่บ้านฉันมักต้องหาวิธีรักษาด้วยตนเอง ยิ่งถ้าเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยแล้ว ก็มักอาศัยสมุนไพรที่เป็นทั้งอาหารและยาภายในรั้วบ้าน เรียกว่าหาได้ง่าย ๆ ไม่สิ้นเปลืองเงิน แล้วถ้าใช้ถูกวิธี ถูกอาการ ในปริมาณที่พอเหมาะก็จะรักษาโรคได้ดี </span></span><span id="more-4947"></span><br style="color: #0000ff;" />ถึง แม้การใช้ <strong>พืชสมุนไพร</strong> ขณะที่ยังสดอยู่จะดูเป็นวิธีการที่สะดวก ใช้ง่าย แต่ฤทธิ์ของตัวยาที่มีอยู่ในสมุนไพรอาจจะไม่คงที่ ในบางครั้งการออกฤทธิ์อาจจะดี แต่บางครั้งก็ออกฤทธิ์ไม่ดีนักได้ ทางที่ดีเราจึงควรศึกษาข้อควรระวังก่อนใช้ยาจากพืชสมุนไพร ดังที่คุณตาเคยแนะนำฉันไว้ดังนี้ค่ะ<br />
<span style="font-weight: bold; color: #800080;">1. ควรทำความรู้จักกับ สมุนไพรชนิดนั้นให้ดีก่อนใช้ เช่น</span> ศึกษาพิษของยาและข้อห้ามใช้ในยาบางชนิด ทำให้มีความปลอดภัยในการใช้มากขึ้น<br />
<span style="font-weight: bold; color: #800080;">2. ถ้าเป็นสมุนไพรที่ไม่เคยใช้มาก่อน ควรเริ่มกินในปริมาณน้อย เช่น</span> กินเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดที่กำหนดไว้ และสังเกตดูว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายหรือไม่ ถ้าไม่มีจึงค่อยกินต่อ<br />
<span style="font-weight: bold; color: #800080;">3. คนที่อ่อนเพลียมาก เด็กอ่อน และคนชรา ห้ามใช้ยามากเกินไป</span> เพราะคนเหล่านี้มีภูมิต้านทานยาน้อยจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ง่าย<br />
<span style="font-weight: bold; color: #800080;">4. ตรวจสอบสรรพคุณของยา</span> เมื่อกินยาสมุนไพร 1 วันแล้ว อาการไม่ดีขึ้นต้องเปลี่ยนยา แต่ถ้าเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคกระเพาะ หืด ท้องผูกเรื้อรัง เมื่อใช้ยาสมุนไพร 1 อาทิตย์แล้วอาการไม่ดีขึ้นควรไปหาหมอ<br />
<span style="font-weight: bold; color: #800080;">5. ผลของการใช้ยาสมุนไพรนั้น แตกต่างกันในแต่ละบุคคล</span> ดังนั้น การใช้ <strong>สมุนไพร</strong> แล้วเกิดผลดีในคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าจะได้ผลแน่นอนในอีกคนหนึ่งด้วย<br />
<span style="font-weight: bold; color: #800080;">6. อย่าใช้ยาเข้มข้นเกินไป เช่น</span> ยาที่ใช้ต้มกินต่างน้ำ ไม่ควรไปใช้วิธีเคี่ยวจนงวด เพราะยาจะเข้มข้นเกินไป จนทำให้เกิดผลเสียได้</p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589-%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589-%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2599%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F11&amp;t=%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%20%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%20%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3"  id="facebook_share_button_4947" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_4947') || document.getElementById('facebook_share_icon_4947') || document.getElementById('facebook_share_both_4947') || document.getElementById('facebook_share_button_4947');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_4947') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/11/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีทำ กระทงใบตอง เพื่อลดโลกร้อน</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/10</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/10#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 25 Oct 2009 04:42:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=4709</guid>
		<description><![CDATA[กระทงใบตอง ลอยกระทงปีนี้ มีกระทงกันรึยัง ถ้ายัง ลองมาทำเองดีมั้ยครับ ประหยัด และรู้สึกดีด้วย เพราะเป็นฝีมือตัวเอง แถมลดโลกร้อนได้ด้วย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม&#8230; แบบที่ 1 กลีบผกา วิธีทำ 1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ 2. พับตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาวางซ้อนให้ลดหลั่นกันไปตามภาพ ซึ่งจะนับเป็น 1 ตับ 3. นำไปติดโดยรอบที่ขอบของฐานกระทง ซึ่งเป็นต้นกล้วยตัดเป็นแว่น ความหนา 1.5 &#8211; 2 นิ้ว โดยประมาณ ทั้งนี้ปริมาณของกลีบกระทงที่ใช้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตัว ฐาน 4. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ แบบที่ 2 กลีบกุหลาบ วิธีทำ 1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1>กระทงใบตอง</h1>
<p>ลอยกระทงปีนี้ มีกระทงกันรึยัง ถ้ายัง ลองมาทำเองดีมั้ยครับ ประหยัด และรู้สึกดีด้วย เพราะเป็นฝีมือตัวเอง แถมลดโลกร้อนได้ด้วย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม&#8230;<span id="more-4709"></span></p>
<p align="center"><img style="width: 450px; height: 514px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/variety/1-1.jpg" border="0" alt="กระทงใบตอง" width="450" height="514" /></p>
<p align="left"><strong><span style="color: #800000;"> แบบที่ 1 กลีบผกา</span><br />
</strong></p>
<h3><strong><span style="color: #000080;">วิธีทำ</span></strong><span style="color: #000080;"> </span></h3>
<h3><span style="color: #000080;"> </span></h3>
<p align="left">1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ<br />
2. พับตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาวางซ้อนให้ลดหลั่นกันไปตามภาพ ซึ่งจะนับเป็น 1 ตับ<br />
3. นำไปติดโดยรอบที่ขอบของฐานกระทง ซึ่งเป็นต้นกล้วยตัดเป็นแว่น ความหนา 1.5 &#8211; 2 นิ้ว โดยประมาณ ทั้งนี้ปริมาณของกลีบกระทงที่ใช้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตัว ฐาน<br />
4. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ</p>
<p align="center"><img style="width: 437px; height: 438px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/variety/1.2.jpg" border="0" alt="กระทงใบตอง" width="437" height="438" /></p>
<p align="left"><strong><br />
<span style="color: #800000;">แบบที่ 2 กลีบกุหลาบ<br />
</span><span style="color: #000080;">วิธีทำ</span></strong><br />
1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ<br />
2. พับเป็นกลีบกุหลาบตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาสวมเีัรียงกันให้มีระยะห่างพองามตามความชอบ ควรจัดให้ยอดของกลีบ และลอนของกลีบตรงเสมอเป็นแนวเดียว ซึ่งจะทำให้ผลงานออกมาดูสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย<br />
3. ใช้ด้ายสีเขียวใกล้เคียงกับใบตอง หรือสีดำมาเย็บติดกันด้วยด้นถอยหลังให้เป็นแนวตรงเสมอกันโดยตลอด<br />
4. พับกลีบใบตองแล้วเย็บต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถหุ้มขอบของฐานกระทงได้โดยรอบ ตรึงกลับใบตองกับฐานของกระทงด้วยหมุด แล้วขลิบส่วนที่เลยพ้นฐานลงมาให้เรียบร้อยเสมอกับฐาน เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายกับมงกุฏสวมศีรษะ</p>
<p>5. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ</p>
<p align="center"><img style="width: 412px; height: 317px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/variety/1-3.jpg" border="0" alt="กระทงใบตอง" width="412" height="317" /></p>
<p align="left">
<p><strong> <span style="color: #800000;"> แบบที่ 3 หัวขวาน<br />
</span><span style="color: #000080;">วิธีทำ</span></strong><br />
1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ<br />
2. พับตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาสวมเีัรียงกันให้มีระยะห่างพองามตามความชอบ เพื่อให้ผลงานออกมาดูสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ควรพับแต่ละกลีบให้ได้ขนาดเท่ากันทุกจุด<br />
3. ใช้ด้ายสีเขียวใกล้เคียงกับใบตอง หรือสีดำมาเย็บติดกันด้วยด้นถอยหลังให้เป็นแนวตรงเสมอกันโดยตลอด<br />
4. พับกลีบใบตองแล้วเย็บต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถหุ้มขอบของฐานกระทงได้โดยรอบ ตรึงกลับใบตองกับฐานของกระทงด้วยหมุด แล้วขลิบส่วนที่เลยพ้นฐานลงมาให้เรียบร้อยเสมอกับฐาน เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายอ่างน้ำ<br />
5. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ</p>
<p><span style="color: #0000ff;"> สามารถนำการพับใบตองรูปแบบนี้ไปใช้ร่วมกับการพับรูปแบบอื่นๆในผลงานชิ้นเดียวกันได้ตามความชอบและความคิดดัดแปลง</span></p>
<p align="left"><strong> ส่วนตอนที่จะนำไปลอยนั้นบางคนอาจจะตัดเล็บ และผมใส่ลงไปด้วย</strong> ตามความเชื่อว่าเป็นการขจัดสิ่งร้ายๆ ให้ออกไปจากตัวเรา หรือจะใส่เหรียญลงไปด้วย เพื่อนำมาซึ่งความมั่งคั่งตามความเชื่อก็ได้นะคะ</p>
<p><strong> </strong><span style="color: #800080;"><strong> <span style="color: #888888;">ส่วนของตัวกระทง</span></strong><span style="color: #888888;">ใช้หยวกกล้วย หรือวัตถุที่ย่อยสลายได้ตัดให้เป็นวงโดยสูงประมาณ1-2.5 นิ้ว ส่วนขนาดแล้วแต่ความพอใจ ขั้นตอนต่อคือการนำเอาใบตองมาพับเป็นรูปทรงต่างๆ เพื่อประดิษฐ์เป็นกระทง</span></span></p>
<p align="left">ขอขอบคุณข้อมูล และภาพประกอบ จาก<br />
<img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/TOT_2.jpg" border="0" alt="" width="86" height="71" /></p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b3-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a5%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F10&amp;t=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B3%20%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%87%20%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99"  id="facebook_share_button_4709" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_4709') || document.getElementById('facebook_share_icon_4709') || document.getElementById('facebook_share_both_4709') || document.getElementById('facebook_share_button_4709');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_4709') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/10/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธิสอบสัมภาษณ์งาน ให้ผ่านฉลุย และเทคนิคเชิงพฤติกรรม</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/08</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/08#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2009 08:59:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=4061</guid>
		<description><![CDATA[ถ้า ผู้สัมภาษณ์งาน ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรหากคุณต้องเผชิญหน้ากับลูกค้าไม่สนใจ ที่จะซื้อสินค้าของคุณ คุณอาจจะแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อตอบคำถามนั้นได้ แต่หากผู้ สัมภาษณ์ ตั้งคำถามในเชิงพฤติกรรม ผู้สัมภาษณ์ต้องการคำตอบที่มีการยกตัวอย่างชัดเจนว่าคุณได้เคย จัดการกับสถานการณ์นั้นหรือปัญหานั้นอย่างไรในอดีต การสัมภาษณ์ ในเชิงพฤติกรรมมักเริ่มต้นคำถามว่า &#8220;ช่วยเล่าให้ฟังถึงตอนที่คุณ&#8230;&#8230;&#8221; หรือ &#8220;ช่วยยกตัวอย่างอธิบายเกี่ยวกับ&#8230;&#8221; เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามคำถามเช่นนี้ พวกเขาต้องการได้ยินคุณยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับคุณจริง ๆ เพื่อทราบว่าคุณมีวิธีจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกับปัญหาที่อาจพบได้เมื่อผู้ สมัครงาน ได้รับเข้าทำงานที่บริษัท การสัมภาษณ์งานในลักษณะนี้เป็นโอกาสที่คุณจะได้พูดถึงความสำเร็จที่ผ่านมาของคุณ หากคุณสามารถยกตัวอย่างให้ผู้สัมภาษณ์ เกิดความรู้สึกสนใจในตัวคุณได้ คุณก็จะได้รับพิจารณาเป็นตัวเก็งของผู้สมัครในตำแหน่งนั้น เนื่องจากบริษัทที่สัมภาษณ์ในเชิงพฤติกรรม จะมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า หากผู้สมัครงานเคยมีพฤติกรรมเช่นนั้นมาก่อน เขาย่อมสามารถทำพฤติกรรมเช่นนั้นให้กับบริษัทได้ ในวันข้างหน้า เทคนิคในการตอบ คำถามสัมภาษณ์งาน ในเชิงพฤติกรรมควรพูดถึงสิ่งสำคัญ 3 ประการคือ สถานการณ์ เล่าถึงสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้น เช่น คุณพบกับลูกค้าที่ไม่สนใจสินค้าของคุณ ไม่ว่าคุณจะพรีเซนต์ดีแค่ไหนก็ตาม เพราะลูกค้าคนนั้นเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ได้เกี่ยวกับสินค้าของบริษัทมาก่อน การกระทำ ในสถานการณ์ดังกล่าว คุณได้ทำอะไรที่สามารถเปลี่ยนใจลูกค้าจากให้กลับมาใช้สินค้าของบริษัทอีกครั้ง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ลูกค้าคนนั้นไม่เพียงแต่ซื้อสินค้าของคุณเท่านั้น แต่ยังชื่นชมที่คุณดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี และในตอนนี้ลูกค้าคนดังกล่าวก็กลายเป็นลูกค้าประจำของเขาเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่คุณจะสามารถเล่าเรื่องราวประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาของคุณได้อย่างน่าประทับใจ คุณควรมีการเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า สำหรับคำถามต่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin-top: 2px; margin-bottom: 2px;" title="สมัครงาน" src="http://th.jobsdb.com/TH/TH/V6HTML/JobSeeker/article/images/aug09-02-s.jpg" alt="" width="200" height="134" /></p>
<p>ถ้า <strong>ผู้สัมภาษณ์งาน</strong> ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรหากคุณต้องเผชิญหน้ากับลูกค้าไม่สนใจ<br />
ที่จะซื้อสินค้าของคุณ คุณอาจจะแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อตอบคำถามนั้นได้ แต่หากผู้ <strong>สัมภาษณ์</strong><br />
ตั้งคำถามในเชิงพฤติกรรม ผู้สัมภาษณ์ต้องการคำตอบที่มีการยกตัวอย่างชัดเจนว่าคุณได้เคย<br />
จัดการกับสถานการณ์นั้นหรือปัญหานั้นอย่างไรในอดีต <strong>การสัมภาษณ์</strong> <span id="more-4061"></span>ในเชิงพฤติกรรมมักเริ่มต้นคำถามว่า &#8220;ช่วยเล่าให้ฟังถึงตอนที่คุณ&#8230;&#8230;&#8221; หรือ &#8220;ช่วยยกตัวอย่างอธิบายเกี่ยวกับ&#8230;&#8221;<br />
เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามคำถามเช่นนี้ พวกเขาต้องการได้ยินคุณยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับคุณจริง ๆ เพื่อทราบว่าคุณมีวิธีจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกับปัญหาที่อาจพบได้เมื่อผู้ <strong>สมัครงาน</strong> ได้รับเข้าทำ<strong>งาน</strong>ที่บริษัท<br />
การสัมภาษณ์งานในลักษณะนี้เป็นโอกาสที่คุณจะได้พูดถึงความสำเร็จที่ผ่านมาของคุณ หากคุณสามารถยกตัวอย่างให้ผู้สัมภาษณ์ เกิดความรู้สึกสนใจในตัวคุณได้ คุณก็จะได้รับพิจารณาเป็นตัวเก็งของผู้สมัครในตำแหน่งนั้น เนื่องจากบริษัทที่สัมภาษณ์ในเชิงพฤติกรรม จะมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า หากผู้สมัคร<strong>งาน</strong>เคยมีพฤติกรรมเช่นนั้นมาก่อน เขาย่อมสามารถทำพฤติกรรมเช่นนั้นให้กับบริษัทได้<br />
ในวันข้างหน้า</p>
<p>เทคนิคในการตอบ คำถามสัมภาษณ์งาน ในเชิงพฤติกรรมควรพูดถึงสิ่งสำคัญ 3 ประการคือ</p>
<p><strong>สถานการณ์</strong><strong> </strong>เล่าถึงสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้น เช่น คุณพบกับลูกค้าที่ไม่สนใจสินค้าของคุณ ไม่ว่าคุณจะพรีเซนต์ดีแค่ไหนก็ตาม เพราะลูกค้าคนนั้นเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ได้เกี่ยวกับสินค้าของบริษัทมาก่อน</p>
<p><strong>การกระทำ</strong> ในสถานการณ์ดังกล่าว คุณได้ทำอะไรที่สามารถเปลี่ยนใจลูกค้าจากให้กลับมาใช้สินค้าของบริษัทอีกครั้ง</p>
<p><strong>ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น</strong><strong> </strong>ลูกค้าคนนั้นไม่เพียงแต่ซื้อสินค้าของคุณเท่านั้น แต่ยังชื่นชมที่คุณดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี และในตอนนี้ลูกค้าคนดังกล่าวก็กลายเป็นลูกค้าประจำของเขาเรียบร้อยแล้ว</p>
<p>ก่อนที่คุณจะสามารถเล่าเรื่องราวประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาของคุณได้อย่างน่าประทับใจ คุณควรมีการเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า สำหรับคำถามต่าง ๆ ที่คาดว่าจะถูกถามเมื่อคุณ <strong>สมัครงาน</strong> ในตำแหน่งดังกล่าว หรือหากผู้สัมภาษณ์ไม่ได้ถามคำถามที่คุณเก็งไว้ คุณก็ควรหาโอกาสพรีเซนต์ตัวเอง เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับตัวคุณมากขึ้น และทำให้คุณโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่น ๆ ที่คอยตอบคำถาม แต่เพียงอย่างเดียว โดยคุณอาจจะเปิดประเด็นว่า คุณสามารถยกตัวอย่างถึงเหตุการณ์ที่คุณเคยใช้ทักษะดังกล่าวในการทำงานที่บริษัท ก่อนหน้านี้ให้เขาฟังได้ สำหรับการเตรียมตัวก่อนการ <strong>สัมภาษณ์งาน</strong> คุณควรนึกถึงเรื่องราวความสำเร็จของคุณในแง่มุมต่าง ๆ ในอดีตไว้ให้มากที่สุด เพราะคุณไม่รู้หรอกว่า ผู้สัมภาษณ์จะถามถึงเรื่องราวอะไรในอดีตของคุณบ้าง การเตรียมพร้อมจะทำให้คุณสามารถตอบคำถามได้อย่าง ฉะฉาน โดยการจดเรื่องราวต่าง ๆ เอาไว้ เพราะการเขียนจะช่วยให้คุณเรียบเรียงความคิดได้ดี และผู้สัมภาษณ์ได้เห็นภาพที่ชัดเจน<br />
เกี่ยวกับประสบการณ์ที่ผ่านมาของคุณ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงพฤติกรรมในอนาคตของคุณ</p>
<p>ข้มูลจาก jobdb.com</p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%2593%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599-%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259c%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F08&amp;t=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%A2%20%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1"  id="facebook_share_button_4061" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_4061') || document.getElementById('facebook_share_icon_4061') || document.getElementById('facebook_share_both_4061') || document.getElementById('facebook_share_button_4061');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_4061') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/08/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีทำหน้ากากอนามัย ไว้ใช้เอง</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 Jul 2009 09:54:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[H5N1]]></category>
		<category><![CDATA[หน้ากากอนามัย]]></category>
		<category><![CDATA[หวัดใหญ่ 2009]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัด]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัดหมู]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=3813</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ จะไอจามตามพื้นที่สาธารณะ ต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนอยู่เสมอ เพราะหน้าฝนนี้ นอกจากจะเสี่ยงเป็นไข้หวัดธรรมดาแล้ว ยังต้องเผชิญกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทั่วโลก ยิ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศเพิ่มขึ้น หลายคนยิ่งหวาดกลัว แม้ผู้รู้หลายท่านออกมาชี้แจงว่า สามารถหายเองได้เหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ใครๆ ก็ไม่อยากให้โรคภัยไข้เจ็บมากล้ำกราย หน้ากากอนามัยจึงเสมือน &#8220;เกราะป้องกันโรค&#8221; ซึ่งกำลัง &#8221;ฮอตฮิต&#8221; ขณะเดียวกัน หากมีไว้ใช้งาน แต่ไม่รู้วิธีใช้อย่างถูกสุขลักษณะ &#8220;หน้ากากอนามัย&#8221;  อาจกลายเป็น  &#8220;หน้ากากสะสมเชื้อโรคร้าย&#8221; ก็เป็นได้ ขั้นตอนการทำหน้ากากอนามัย 1. นำผ้าที่เตรียมไว้มาพับครึ่งตามความยาวผ้าแล้วพับจับจีบทวิช 1 นิ้ว ตรงกลางผ้ากลัดด้วยหมุด หรือ เนาตรึงไว้ และ ทำอีกชิ้นเช่นเดียวกัน 2. นำผ้าที่พับไว้มาวาง โดยหันด้านนอกขึ้น และนำยางยืดมาวางที่มุมผ้าด้านกว้างข้างบน และข้างล่าง ด้านละ 1 เส้น กลัดเข็มหมุด หรือ เนาตรึงไว้ 3. นำผ้าที่พับไว้อีกชั้นมาวางซ้อนกับผ้าชิ้นแรกที่ตรึงยางยืดไว้ โดยหันผ้าด้านนอกชนกัน แล้วเย็บจักร หรือ ด้นถอยหลังรอบผ้าสี่เหลี่ยม ให้ห่างจากริมผ้า ด้านละครึ่งเซนติเมตร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ จะไอจามตามพื้นที่สาธารณะ ต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนอยู่เสมอ เพราะหน้าฝนนี้ นอกจากจะเสี่ยงเป็นไข้หวัดธรรมดาแล้ว ยังต้องเผชิญกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทั่วโลก<br />
<strong> </strong><span style="color: #800000;"><strong> ยิ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009</strong> ในประเทศเพิ่มขึ้น หลายคนยิ่งหวาดกลัว แม้ผู้รู้หลายท่านออกมาชี้แจงว่า สามารถหายเองได้เหมือนไข้หวัดธรรมดา <span id="more-3813"></span>แต่ใครๆ ก็ไม่อยากให้โรคภัยไข้เจ็บมากล้ำกราย หน้ากากอนามัยจึงเสมือน <strong>&#8220;เกราะป้องกันโรค&#8221;</strong> ซึ่งกำลัง &#8221;ฮอตฮิต&#8221; ขณะเดียวกัน หากมีไว้ใช้งาน แต่ไม่รู้วิธีใช้อย่างถูกสุขลักษณะ <strong>&#8220;หน้ากากอนามัย&#8221;  อาจกลายเป็น  &#8220;หน้ากากสะสมเชื้อโรคร้าย&#8221;</strong> ก็เป็นได้</span><br />
<strong><span style="background-color: #fedcba;">ขั้นตอนการทำหน้ากากอนามัย</span></strong><br />
1. นำผ้าที่เตรียมไว้มาพับครึ่งตามความยาวผ้าแล้วพับจับจีบทวิช 1 นิ้ว ตรงกลางผ้ากลัดด้วยหมุด หรือ เนาตรึงไว้ และ ทำอีกชิ้นเช่นเดียวกัน<br />
2. นำผ้าที่พับไว้มาวาง โดยหันด้านนอกขึ้น และนำยางยืดมาวางที่มุมผ้าด้านกว้างข้างบน และข้างล่าง ด้านละ 1 เส้น กลัดเข็มหมุด หรือ เนาตรึงไว้<br />
3. นำผ้าที่พับไว้อีกชั้นมาวางซ้อนกับผ้าชิ้นแรกที่ตรึงยางยืดไว้ โดยหันผ้าด้านนอกชนกัน แล้วเย็บจักร หรือ ด้นถอยหลังรอบผ้าสี่เหลี่ยม ให้ห่างจากริมผ้า ด้านละครึ่งเซนติเมตร โดยเว้นช่องว่างไว้กลับตะเข็บ ประมาณ 1 นิ้ว</p>
<p>4. ขลิบผ้าตรงมุมทั้ง 4 มุม ให้ใกล้กับรอยเย็บ เพื่อเวลากลับตะเข็บจะได้เรียบร้อยสวยงาม</p>
<p>5. สอยปิดช่องว่างที่เว้นไว้ให้เรียบร้อย</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/38047-new-530040_4.jpg" border="0" alt="" width="500" height="155" /></p>
<p align="center"><img style="width: 450px; height: 351px;" src="http://img.kapook.com/image/health/mask1.jpg" border="0" alt="หน้ากากอนามัย" width="450" height="351" /></p>
<p><img style="width: 426px; height: 595px;" src="http://img.kapook.com/image/health/mask2.jpg" border="0" alt="หน้ากากอนามัย" width="426" height="595" /></p>
<p>ข้อมูลจาก kapook.com</p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a2-%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b9%2589%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F07&amp;t=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%20%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87"  id="facebook_share_button_3813" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_3813') || document.getElementById('facebook_share_icon_3813') || document.getElementById('facebook_share_both_3813') || document.getElementById('facebook_share_button_3813');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_3813') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โบทอกส์ คืออะไร เป็นความสวยที่ต้องเสี่ยงจริงหรือ?</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 Jul 2009 07:14:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=3795</guid>
		<description><![CDATA[ โบทอกส์คืออะไร โบทอกส์ (Botox?) เป็นชื่อการค้าของสารชีวภาพ โบตูลินุ่มทอกซิน (Botulinum toxin) เป็นสารพิษของเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง (Clostridium botulinum) ซึ่งก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษหากปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่รับประทานเข้าไป แบคทีเรียชนิดนี้จะสร้างสารพิษที่สามารถทำลายปลายประสาทในกล้ามเนื้อ มีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและไม่ทำงานในที่สุด ทางการแพทย์ได้มีการคิดค้นนำผลเสียดังกล่าวมาเป็นยาในการรักษาอาการเกร็งของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนที่เกร็งผ่อนคลายลง เช่น กล้ามเนื้อเกร็งบริเวณต้นคอทำให้ปวดต้นคอมาก บริเวณใบหน้าซึ่งกล้ามเนื้อเกร็งก่อให้เกิดอาการบูดเบี้ยวครึ่งซีก (hemifacial spasm) โบทอกส์ยังมีประโยชน์ทางการแพทย์ใช้ยับยั้งเหงื่อที่ออกมามากผิดปกติ (hyperhidrosis) ที่บริเวณใต้วงแขนและผ่ามืออย่างเห็นผล อย่างไรก็ตามหากปนเปื้อนในอาหาร ผู้ที่ได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไปกับอาหารก็จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อานแรงทั่วร่างกายได้ อันตรายอาจถึงตายได้เพราะอาจมีผลทำให้กล้ามเนื้อบริเวณทราวงอกอ่อนแรงไม่สามารถควบคุมการหายใจได้ โบทอกส์กับการแต่งสวย โบตูลินุ่ม ทอกซิน ได้ถูกนักวิทยาศาสตร์นำมาทำให้บริสุทธิ์ นอกจากใช้เป็นยารักษาโรค แล้วยังมีการนำมาใช้ประโยชน์ทางอ้อมโดยนำมาฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าผาก หางตา ร่องแก้ม มุมปาก ปลายคาง เพื่อลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก และรอยตีนกา หลักการคือสารโบทอกส์จะถูกฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณที่ต้องการ ภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวจะคลายตัว อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อผิวที่ทำให้เกิดร่องและริ้วรอยจะผ่อนคลายทำให้ร่องที่ลึกจางลง และริ้วรอยลดลง แพทย์ผิวหนังจะเป็นผู้ประเมินขนาดของยาว่าต้องฉีดในปริมาณมากน้อยเพียงใด ฉีดกี่เข็มจึงจะเห็นผล ผลที่ได้รับโดยทั่วไปจะอยู่ได้นานประมาณ 3-4 เดือน และหากยังต้องการผลต่อเนื่องอีก ก็ต้องกลับไปให้แพทย์ฉีดใหม่อีกทุกๆ 3-4 เดือน ค่าใช้จ่ายต่อครั้งรวมค่ายา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family: Angsana New; color: #147401; font-size: large;"> </span><span style="color: #ff6600;"><span style="text-decoration: underline;">โบทอกส์คืออะไร</span></span></p>
<div style="line-height: 150%; text-indent: 40px;"><span style="color: #093300;">โบทอกส์ (Botox?)</span> เป็นชื่อการค้าของสารชีวภาพ <span style="color: #093300;">โบตูลินุ่มทอกซิน (Botulinum toxin)</span> เป็นสารพิษของเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง (Clostridium botulinum) ซึ่งก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษหากปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่รับประทานเข้าไป<span id="more-3795"></span></div>
<div style="line-height: 150%; text-indent: 40px;">แบคทีเรียชนิดนี้จะสร้างสารพิษที่สามารถทำลายปลายประสาทในกล้ามเนื้อ มีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและไม่ทำงานในที่สุด ทางการแพทย์ได้มีการคิดค้นนำผลเสียดังกล่าวมาเป็นยาในการรักษาอาการเกร็งของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนที่เกร็งผ่อนคลายลง เช่น กล้ามเนื้อเกร็งบริเวณต้นคอทำให้ปวดต้นคอมาก บริเวณใบหน้าซึ่งกล้ามเนื้อเกร็งก่อให้เกิดอาการบูดเบี้ยวครึ่งซีก (hemifacial spasm)</div>
<div style="line-height: 150%; text-indent: 40px;">โบทอกส์ยังมีประโยชน์ทางการแพทย์ใช้ยับยั้งเหงื่อที่ออกมามากผิดปกติ (hyperhidrosis) ที่บริเวณใต้วงแขนและผ่ามืออย่างเห็นผล อย่างไรก็ตามหากปนเปื้อนในอาหาร ผู้ที่ได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไปกับอาหารก็จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อานแรงทั่วร่างกายได้ อันตรายอาจถึงตายได้เพราะอาจมีผลทำให้กล้ามเนื้อบริเวณทราวงอกอ่อนแรงไม่สามารถควบคุมการหายใจได้<br />
<span style="color: #ff6600;"><span style="text-decoration: underline;">โบทอกส์กับการแต่งสวย</span></span></div>
<div style="line-height: 150%; text-indent: 40px;"><em>โบตูลินุ่ม ทอกซิน</em> ได้ถูกนักวิทยาศาสตร์นำมาทำให้บริสุทธิ์ นอกจากใช้เป็นยารักษาโรค แล้วยังมีการนำมาใช้ประโยชน์ทางอ้อมโดยนำมาฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าผาก หางตา ร่องแก้ม มุมปาก ปลายคาง เพื่อลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก และรอยตีนกา หลักการคือสารโบทอกส์จะถูกฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณที่ต้องการ ภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวจะคลายตัว อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อผิวที่ทำให้เกิดร่องและริ้วรอยจะผ่อนคลายทำให้ร่องที่ลึกจางลง และริ้วรอยลดลง แพทย์ผิวหนังจะเป็นผู้ประเมินขนาดของยาว่าต้องฉีดในปริมาณมากน้อยเพียงใด ฉีดกี่เข็มจึงจะเห็นผล ผลที่ได้รับโดยทั่วไปจะอยู่ได้นานประมาณ 3-4 เดือน และหากยังต้องการผลต่อเนื่องอีก ก็ต้องกลับไปให้แพทย์ฉีดใหม่อีกทุกๆ 3-4 เดือน ค่าใช้จ่ายต่อครั้งรวมค่ายา ค่าแพทย์ประมาณ 25,000-30,000 บาทเป็นอย่างน้อย ถ้าริ้วรอยมาก ต้องฉีดยามาก ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น</div>
<div style="line-height: 150%; text-indent: 0px;"><span style="color: #ff6600;"><span style="text-decoration: underline;">ความเสี่ยงหรืออันตรายจากการฉีดโบทอกส์</span></span></div>
<div style="line-height: 150%; text-indent: 40px;">อยู่ตรงที่อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น บางคนอาจมีไข้และปวดศีรษะอยู่หลายสัปดาห์ เกิดอาการฟกช้ำบริเวณเข็มฉีดยา อาการหนังตาตก (ptosis) อันเกิดเนื่องจากสารพิษโบตูลินุ่มทอกซินแทรกซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตาบน บางคนเกิดภาพซ้อนในการมอง ตาแห้ง บางคนอาจมีผลเพียง 3-4 วันแรก แต่บางรายก็อาจมีอาการหนังตาตกอยู่นานได้ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และแม่ลูกอ่อนที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตร ไม่ควรฉีดโบทอกส์ รวมทั้งคนป่วยที่มีอาการเกี่ยวข้องกับระบบปลายประสาทอักเสบต่างๆ และคนป่วยที่ได้รับยารักษาโรคบางชนิดซึ่งอาจมีผลทำให้อาการข้างเคียงรุนแรงมากขึ้น</div>
<div style="line-height: 150%; text-indent: 40px;">บางรายการฉีดโบทอกส์ก็อาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการและอาจต้องฉีดซ้ำ 2-3 ครั้ง แม้ว่าจะมีรายงานทางการแพทย์ว่า การฉีดโบทอกส์จะค่อนข้างปลอดภัยเพราะเป็นการฉีดเฉพาะที่ก็ตาม แต่ความเสี่ยงในการเกิดอาการข้างเคียงขั้นอ่อนจนถึงรุนแรงมากก็มีอยู่ในรายงานทางการแพทย์ไม่น้อยเพราะความสมบูรณ์ของร่างกายแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน</div>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25aa%25e0%25b9%258c-%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F07&amp;t=%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%20%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%3F"  id="facebook_share_button_3795" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_3795') || document.getElementById('facebook_share_icon_3795') || document.getElementById('facebook_share_both_3795') || document.getElementById('facebook_share_button_3795');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_3795') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวทางการป้องกัน &#8220;ไข้หวัด 2009&#8243;</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94-2009/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94-2009/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Jul 2009 02:29:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[หวัดใหญ่ 2009]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัด]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัดหมู]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=3630</guid>
		<description><![CDATA[เพื่อดูแลตัวเองให้พนจาก&#8221;ไข้หวัด 2009&#8243;  เราสามารถป้องกันและปฎิบัติตัวดังต่อไปนี้ ประชาชนทั่วไป : รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ดื่มน้ำสะอาด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำ และสบู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังไอ หรือจาม ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น รักษาบ้านเรือนให้สะอาด เช็ดเครื่องเรือน และของใช้ในบ้าน ในที่ทำงาน โดยเฉพาะโทรศัพท์เป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ด้วยผู้ชุบน้ำสบู่ หรือผงซักฟอกเจือจาง และเช็ดซ้ำด้วยน้ำสะอาด หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ล้างแผล หากไม่มีความจำเป็น  ควรชะลอการเดินทางไปยังประเทศที่เป็นพื้นที่เกิดการระบาด จนกว่าสถานการณ์จะยุติลง ถ้าป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เสมหะ ควรปิดปากจมูกเวลาไอ โดยใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษทิชชู และทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิด  และสวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น และควรพบแพทย์ คำแนะนำผู้ที่จะเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของโรค ก่อนการเดินทาง : ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบถึงพื้นที่ที่พบการระบาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span><span>เพื่อดูแลตัวเองให้พนจาก&#8221;ไข้หวัด 2009&#8243;  เราสามารถป้องกันและปฎิบัติตัวดังต่อไปนี้ </span><br />
<strong><span style="color: #4169e1;">ประชาชนทั่วไป :</span></strong> <span id="more-3630"></span></p>
<ul>
<li>รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค  	ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ดื่มน้ำสะอาด  	นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่  	ดื่มสุรา</li>
<li>หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำ และสบู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังไอ หรือจาม</li>
<li>ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น</li>
<li>รักษาบ้านเรือนให้สะอาด เช็ดเครื่องเรือน และของใช้ในบ้าน ในที่ทำงาน  	โดยเฉพาะโทรศัพท์เป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ด้วยผู้ชุบน้ำสบู่  	หรือผงซักฟอกเจือจาง และเช็ดซ้ำด้วยน้ำสะอาด หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ล้างแผล</li>
<li>หากไม่มีความจำเป็น  ควรชะลอการเดินทางไปยังประเทศที่เป็นพื้นที่เกิดการระบาด  	จนกว่าสถานการณ์จะยุติลง</li>
<li>ถ้าป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เสมหะ  	ควรปิดปากจมูกเวลาไอ โดยใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษทิชชู และทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิด   	และสวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น และควรพบแพทย์
<p><strong><span style="color: #dc143c;">คำแนะนำผู้ที่จะเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของโรค </span></strong></li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #4169e1;">ก่อนการเดินทาง :</span></strong></p>
<ul>
<li>ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1  	อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบถึงพื้นที่ที่พบการระบาด (ข้อมูลสถานการณ์รายวัน  	สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข www.moph.go.th)</li>
<li>ปฏิบัติตนเพื่อการป้องกันโรค  	ตามคำแนะนำของประเทศที่ท่านจะเดินทางไปอย่างเคร่งครัด</li>
<li>นำหน้ากากอนามัย  เจลแอลกอฮอล์ สำหรับทำความสะอาดมือ  ยาลดไข้   	และยาที่รับประทานเป็นประจำติดตัวไปด้วย</li>
<li>ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลในเมืองที่ท่านจะเดินทางไปไว้ล่วงหน้า  	เผื่อกรณีจำเป็นต้องใช้บริการ</li>
<li>ทำประกันสุขภาพสำหรับใช้ในต่างประเทศก่อนออกเดินทาง</li>
<li>ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่า  	วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจะป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้   	อย่างไรก็ตาม หากท่านต้องการรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล  	ควรรับวัคซีนก่อนเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์   	เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรคสูงพอระหว่างเดินทาง</li>
<li>ไม่แนะนำให้ประชาชนทั่วไปรับประทานยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน   	หรือนำติดตัวไปรับประทาน เนื่องจากยานี้เป็นยาควบคุมพิเศษ  	ใช้ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้ยังอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน  	เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ บางรายอาจพบอาการทางจิตประสาท เห็นภาพหลอนได้</li>
<li>หากท่านมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก ปวดเมื่อยตามร่างกาย  	ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์ในพื้นที่ทันที เพื่อพิจารณาการให้ยาต้านไวรัส  	ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ต่อไป</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #4169e1;">ระหว่างการเดินทาง :</span></strong></p>
<ul>
<li>เผื่อเวลาในการเดินทางระหว่างอยู่ที่สนามบินเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศต่างๆ   	จะเคร่งครัดในการคัดกรองผู้โดยสารขาเข้า ซึ่งอาจทำให้ล่าช้ากว่ากำหนดได้</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #4169e1;">ขณะพำนักในต่างประเทศ :</span></strong></p>
<ul>
<li>ควรติดตามสถานการณ์การระบาดของพื้นที่  	หรือประเทศจุดหมายปลายทางการเดินทางอย่างใกล้ชิด</li>
<li>ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทางการสาธารณสุข  	ในประเทศที่ท่านเดินทางไปอย่างเคร่งครัด</li>
<li>หากท่านไอ หรือจาม ให้ปิดปาก และจมูกด้วยกระดาษทิชชู และทิ้งลงในถังขยะ   	หากไม่มีกระดาษทิชชู  อาจใช้แขนเสื้อ (ไม่ควรใช้มือ) ปิดปาก และจมูก   	เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ</li>
<li>ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำ และสบู่ หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์  	โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการไอจามทุกครั้ง</li>
<li>หลีกเลี่ยงการขยี้ตา แคะจมูก หรือนำนิ้วเข้าปาก   	เพื่อลดโอกาสการนำเชื้อเข้าสู่ร่างกาย</li>
<li>พยายามหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ หรือผู้ที่มีอาการไอ</li>
<li>ถ้าท่านมีอาการไข้ร่วมกับอาการอื่นๆ ของไข้หวัดใหญ่ เช่น ไอ เจ็บคอ  	โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่  	หรือผู้ป่วยที่มีโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ในระยะ 7 วันที่ผ่านมา  	ควรรีบไปพบแพทย์</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #c71585;">คำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดของโรค</span></strong></p>
<ul>
<li>หากท่านมีอาการไข้ ขอให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สายการบิน  	หรือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เพื่อที่จะได้เตรียมการดูแลท่าน  	และเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารคนอื่นในสนามบิน และบนเครื่องบิน</li>
<li>ประเทศไทยมีการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย (Thermo Scanner)   	ที่สนามบินนานาชาติทุกแห่ง หากพบว่าท่านมีไข้ จะมีแพทย์ตรวจ และดูแลท่าน ณ  	จุดคัดกรอง ตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้</li>
<li>สำหรับผู้ที่ไม่มีไข้ และไม่มีอาการป่วย  ควรหยุดงาน หรือหยุดเรียน  	พักอยู่ที่บ้าน หรือที่พัก   และสังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 7 วัน   	หลังกลับจากต่างประเทศ</li>
<li>หากท่านมีไข้ร่วมกับอาการใดอาการหนึ่ง ดังต่อไปนี้  ไอ  เจ็บคอ  ร่วมกับ  	อาเจียน  ถ่ายเหลว ให้หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้อื่น  รีบสวมหน้ากากอนามัย  	หรือปิดปาก และจมูก ด้วยกระดาษทิชชูทุกครั้งที่ไอ และหมั่นล้างมือด้วยน้ำ และสบู่  	หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ  และไปพบแพทย์พร้อมบัตรเตือนเรื่องสุขภาพ  	ที่ได้รับจากด่านควบคุมโรคที่สนามบิน  เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดต่อไป</li>
<li>หากแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้  ควรหยุดงาน หรือหยุดเรียน พักอยู่ที่บ้าน  	หรือที่พัก   และสังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 7 วัน  หลังกลับจากต่างประเทศ</li>
<li>ควรปิดปากปิดจมูกทุกครั้งด้วยกระดาษทิชชู ทุกครั้งเมื่อท่านไอจาม  	และทิ้งลงในถังขยะโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากไอจาม  และล้างมือด้วยน้ำ และสบู่   	หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์</li>
</ul>
<p></span></p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594-2009%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F07&amp;t=%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%20%22%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%202009%22"  id="facebook_share_button_3630" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_3630') || document.getElementById('facebook_share_icon_3630') || document.getElementById('facebook_share_both_3630') || document.getElementById('facebook_share_button_3630');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_3630') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94-2009/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มีเซ็กซ์ ตอนตั้งครรภ์ ท่าไหน ถึงจะเหมาะสมและปลอดภัย</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b9%8c-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b9%88/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b9%8c-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b9%88/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Jul 2009 07:11:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=3537</guid>
		<description><![CDATA[เชื่อได้เลยว่า มีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ คงเป็นประเด็นคำถามที่อยู่ในใจใครหลายคน แต่อายที่จะถามคุณหมอในเรื่องนี้ เพราะกลัวถูกมองในแง่ลบ แต่ในความจริงแล้ว การมี “เพศสัมพันธ์” หรือการมีเซ็กซ์นั้นเป็นเรื่องปกติของคู่ชายหญิงอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับสามีที่มีภรรยาอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ก็สามารถเสพสมอารมณ์รัก กันได้ เพียงแค่ให้รู้หลักและใช้ท่าที่เหมาะสมในการร่วมเพศก็ปลอดภัยได้เช่นกันครับ “นพ.วีรชัย ชื่นชมพูนุท” สูตินรีแพทย์ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) พูดถึงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ และท่วงท่าที่ใช้ในการร่วมเพศ ว่าท่าไหนเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม เพื่อไขข้อสงสัยให้กับคู่สามีภรรยาบางคู่ที่ยังวิตกกังวลกับเรื่องนี้ ให้เกิดความเข้าใจ สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไม่เป็นอันตรายต่อลูกในท้อง        ประเด็นคำถามนี้ “นพ.วรชัย” บอก ว่า สมัยก่อนการมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่หลายคู่กลัวกันมาก แต่หลังจากที่มีการวิจัยมาพอสมควรในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์ ว่าไม่เป็นอันตรายอย่างที่คิด สามารถสร้างสุขและความผูกพันที่ดีระหว่างกันได้ จึงเริ่มมีหลายคู่เริ่มเข้าใจกันมากขึ้น เพราะถ้าไม่มีเซ็กซ์ ความสัมพันธ์ในช่วงดังกล่าวอาจจะลดลง กลายเป็นเหตุให้ผู้ชายหนีไปมีคนอื่นได้ แต่ไม่ใช่จะทุกคนที่จะเป็นแบบนี้เสมอไป อย่างไรก็ดี ถ้าคุณแม่เคยมีประวัติการแท้ง หรือเลือดออกง่าย คุณหมอแนะนำว่า ในช่วง 3 เดือนแรก และก่อนคลอด 1 เดือน ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจาก 3 เดือนแรกเป็นช่วงที่มีการแท้งสูงสุด ซึ่งการแท้งไม่ได้เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="border: 0pt none;" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008149001.JPEG" border="0" alt="" width="250" height="376" /><br />
<strong><span style="color: #333333;">เชื่อได้เลยว่า มีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ คงเป็นประเด็นคำถามที่อยู่ในใจใครหลายคน แต่อายที่จะถามคุณหมอในเรื่องนี้ เพราะกลัวถูกมองในแง่ลบ แต่ในความจริงแล้ว การมี “เพศสัมพันธ์” หรือการมีเซ็กซ์นั้นเป็นเรื่องปกติของคู่ชายหญิงอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับสามีที่มีภรรยาอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ก็สามารถเสพสมอารมณ์รัก กันได้ เพียงแค่ให้รู้หลักและใช้ท่าที่เหมาะสมในการร่วมเพศก็ปลอดภัยได้เช่นกันครับ</span></strong><span id="more-3537"></span></p>
<p><strong><span style="color: #333333;">“นพ.วีรชัย ชื่นชมพูนุท”</span></strong> สูตินรีแพทย์ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) พูดถึงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ และท่วงท่าที่ใช้ในการร่วมเพศ ว่าท่าไหนเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม เพื่อไขข้อสงสัยให้กับคู่สามีภรรยาบางคู่ที่ยังวิตกกังวลกับเรื่องนี้ ให้เกิดความเข้าใจ สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไม่เป็นอันตรายต่อลูกในท้อง        <a href="http://www.pr-th.com" ><strong>ประเด็นคำถาม</strong></a>นี้ <span style="color: #333333;"><strong>“นพ.วรชัย”</strong> </span>บอก ว่า สมัยก่อนการมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่หลายคู่กลัวกันมาก แต่หลังจากที่มีการวิจัยมาพอสมควรในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์ ว่าไม่เป็นอันตรายอย่างที่คิด สามารถสร้างสุขและความผูกพันที่ดีระหว่างกันได้ จึงเริ่มมีหลายคู่เริ่มเข้าใจกันมากขึ้น เพราะถ้าไม่มีเซ็กซ์ ความสัมพันธ์ในช่วงดังกล่าวอาจจะลดลง กลายเป็นเหตุให้ผู้ชายหนีไปมีคนอื่นได้ แต่ไม่ใช่จะทุกคนที่จะเป็นแบบนี้เสมอไป<br />
อย่างไรก็ดี ถ้าคุณแม่เคยมีประวัติการแท้ง หรือเลือดออกง่าย คุณหมอแนะนำว่า ในช่วง 3 เดือนแรก และก่อนคลอด 1 เดือน ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจาก 3 เดือนแรกเป็นช่วงที่มีการแท้งสูงสุด ซึ่งการแท้งไม่ได้เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ แต่จะทำให้มีเลือดออกได้ง่าย ส่วนก่อนคลอด 1 เดือน ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้จะกระตุ้นให้เกิดน้ำเดิน หรือเจ็บการคลอดก่อนกำหนด และทำให้จุกได้ เมื่อผ่านช่วงดังกล่าวไปแล้ว ภายในเดือนที่ 4 ถึงเดือนที่ 8 ก็เป็นระยะปลอดภัย สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แต่ควรดูความเหมาะสม และความพร้อมทางร่างกายของภรรยาด้วย</p>
<p><span style="color: #990000;"><strong>“การ มีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง ถึงแม้จะเชื่อใจกันก็ตาม ควรใช้ถุงยางอนามัย เพราะเราไม่รู้ว่าระหว่างมีเซ็กซ์จะมีการติดเชื้อทางช่องคลอดหรือเปล่า ซึ่งบางชนิดสามารถส่งตรงถึงลูก และตัวคุณแม่ได้ นอกจากนี้ ควรใช้วิธีการร่วมเพศที่ละมุนละม่อม ใช้ท่าที่เหมาะสม เช่น ผู้หญิงอยู่ด้านข้าง (ตะแคงข้าง) เพราะเป็นท่าที่ผู้หญิงจะสบายที่สุด นอกจากนี้ ช่วงตั้งครรภ์ช่องคลอดจะมีการเปลี่ยนแปลง บางคนอาจมีช่องคลอดแห้ง ดังนั้น สารหล่อลื่นจะช่วยให้การร่วมเพศสะดวก และลื่นสบายขึ้น”</strong> </span>คุณหมอเผยเทคนิค</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400">
<tbody>
<tr>
<td width="400" align="center" valign="top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008149002.JPEG" border="0" alt="" width="400" height="244" /></td>
</tr>
<tr>
<td class="Image" align="left" valign="baseline">ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>นอกจากนี้ คุณหมอแนะนำต่อว่า <span style="color: #990000;">คุณ สามีไม่ควรใช่ท่าที่ผู้ชายนอนทับผู้หญิง หรือท่าที่ยกแข้ง ยกขา ซึ่งลักษณะนี้จะทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่สะดวก และอึดอัดขณะร่วมเพศ ทางที่ดีควรใช้ท่าที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกสบายจะดีกว่า รวมถึงทำค่อยๆ และช้าๆ ไม่ควรบังคับผู้หญิง เพราะในช่วงตั้งครรภ์บางคนจะมีความรู้สึกทางเพศลดลง เนื่องจากจะรู้สึกไม่ดีเมื่อมีการสอดใส่อวัยวะเพศของผู้ชายเข้าไป เกิดความรู้สึกกังวล และกลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อลูกในท้อง ดังนั้นจึงต้องคุยหรือตกลงกันให้ชัดเจนก่อน</span> สำหรับท่วงท่าที่เหมาะสมและปลอดภัยในการร่วมเพศขณะตั้งครรภ์นั้น ยังมีให้เลือกใช้อีกหลายท่า อาทิ ท่าสามีนอนหงาย ส่วนภรรยาขึ้นคร่อม หรือภรรยาคุกเข่า ก้มตัวนอนคว่ำให้ส่วนท้อง และหน้าอกวางบนที่นอน (ท่าก้งโค้ง) โดยที่สามีคุกเข่าทางด้านหลัง ซึ่งท่าดังกล่าว รวมถึงท่าอื่นๆ ถ้าไม่กดทับท้องของภรรยา ก็เป็นท่าที่ใช้ได้โดยไม่มีอันตรายแต่อย่างใด    นอกจากนี้ คุณหมอบอกว่า <span style="color: #990000;">การ มีเพศสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องมีทางช่องคลอดเสมอไป สามารถมีได้ทางทวาร (ด้านหลัง) ใช้ปาก (<strong>Oral Sex</strong>) หรือสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง (<strong>Masturbation</strong>) ก็ได้ โดยวิธีหลังนี้จะช่วยลดความต้องการ และป้องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละคู่ด้วย ที่ต้องคุย และตกลงกันให้ดีก่อน เพราะการร่วมเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แตกต่างกันไปในแต่ละคน<br />
</span><br />
สุดท้ายคุณหมอฝากไว้ว่า การจะมีเพศสัมพันธ์ให้ปลอดภัยต่อตัวแม่ และลูกในครรภ์นั้น ดีที่สุดต้องควรปรึกษาคุณหมอก่อน เพราะบางคนอาจมีภาวะของรกเกาะต่ำ ทำให้ขณะร่วมเพศสัมพันธ์กันนั้น อาจมีเลือดออกได้ง่าย หรือถ้ารุนแรงจนมีเลือดออกมาก อาจจะต้องเอาเด็กออกทันที</p>
<p><strong><span style="color: #333333;">ดัง นั้น ควรตรวจร่างกายให้พร้อม ถ้าตรวจแล้วร่างกายไม่มีปัญหาอะไร หรือไม่มีเงื่อนไขให้ต้องระวังอะไรก็สามารถมีเพศสัมพันธ์อย่างมีความสุขได้ ตามปกติ แต่ทั้งนี้ต้องใส่ถุงยางอนามัย ใช้สารหล่อลื่น และเป็นไปอย่างละมุนละม่อม ไม่เร็ว หรือแรงจนเกินไป นั่นจะทำให้คุณ และสามีมีความสุขตลอดการร่วมเพศอย่างปลอดภัยครับ</span></strong></p>
<p><span style="color: #990000;"><strong>* ไขข้อสงสัย &#8211; สามีแพ้ท้องแทนภรรยาได้จริงหรือ </strong></span><br />
กับเรื่องนี้ <strong><span style="color: #333333;">“นพ.วีรชัย ชื่นชมพูนุท”</span></strong> สูตินรีแพทย์ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) บอกว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง แต่จะเกิดกับผู้ชายบางคนเท่านั้น ซึ่งจะเป็นในลักษณะทางจิตวิทยา และความคิดของคุณสามี ที่เมื่อเห็นภรรยาตั้งครรภ์แล้ว สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกตรงนั้นได้ ทำให้เกิดอาการแพ้ท้องแทนภรรยา แต่ทั้งนี้ไม่สามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นเพียงความคิด ความรู้สึกทางจิตของสามีเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ขอให้พักผ่อน และรับประทานยาแก้แพ้ตามหมอสั่งก็จะหายเป็นปกติ</p>
<p>manager.co.th</p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%258b%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%258b%25e0%25b9%258c-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a0%25e0%25b9%258c-%25e0%25b8%2597%25e0%25b9%2588%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F07&amp;t=%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C%20%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B9%8C%20%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%20%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2"  id="facebook_share_button_3537" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_3537') || document.getElementById('facebook_share_icon_3537') || document.getElementById('facebook_share_both_3537') || document.getElementById('facebook_share_button_3537');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_3537') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b9%8c-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b9%88/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/07/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาดูตัวละครจาก Transformers 2 ว่าใครเป็นใครบ้าง</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-transformers-2-%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-transformers-2-%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Jun 2009 13:46:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[Transformers]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=3255</guid>
		<description><![CDATA[ไชอา ลาบัฟ รับบท แซม วิทวิคกี้ แซม วิทวิคกี้ คือวัยรุ่นหนุ่มที่เคยเป็นผู้ลงมือสังหารเมกะทรอนในหนังภาคแรก ส่วนในภาคต่อนี้ แซมพยายามเดินหน้าใช้ชีวิตตามประสาเด็กหนุ่มธรรมดาต่อไป เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทางฝั่งอีสต์โคสต์ ซึ่งทำให้เขาต้องห่างไกลจากพ่อแม่และการดูแลของบัมเบิ้ลบี โดยแซมเลือกเรียนทางด้านดาราศาสตร์ ระหว่างเรียนต่ออยู่นั้น แซมเริ่มมองเห็นภาพสัญลักษณ์ของพวกเซเบอร์ทรอเนียน ที่กลายเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะค้นหาแหล่งของอีเนอร์ก้อนบนโลก พวกดีเซ็ปติคอนส์จึงตามล่าตัวเขาเพื่อให้ได้ข้อมูลนั้น เมแกน ฟ็อกซ์ รับบท มิเกล่า บานส์ เมแกน ฟ็อกซ์ ดาราสาวสุดเซ็กซี่ยังคงกลับมารับบทมิเกล่า แฟนสาวของแซม ซึ่งในภาคต่อนี้ พวกเขาต้องแยกจากกันเนื่องจาก มิเกล่าไม่มีเงินส่งตัวเองเรียนต่อมหาวิทยาลัยพร้อมกับแซมได้ แต่เธอได้งานทำที่ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ในความเป็นจริง ฟ็อกซ์ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ทำให้ต้องมีทีมงานคอยพยุงรถเอาไว้ ในฉากที่เธอต้องทำเหมือนขี่มอเตอร์ไซค์ อย่างไรก็ดี ก่อนหน้าที่จะกลับมาถ่ายทำหนัง TRANSFORMERS: Revenge of the Fallen ฟ็อกซ์ต้องลดน้ำหนักตัวลงเพื่อรับบทในหนัง Jennifer&#8217; s Body ซึ่งทำให้เธอต้องเพิ่มน้ำหนักตัวให้มากขึ้นภายในสามอาทิตย์ เมื่อต้องกลับมาเข้าฉากถ่ายทำ Transformers ภาค 2 โดยฟ็อกซ์บอกเหตุผลว่า &#8220;เป็นเพราะไมเคิลไม่ชอบผู้หญิงขี้ก้าง&#8221; จอช ดูฮาเมล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.pr-th.com" ><img style="width: 450px; height: 667px;" src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/Bumblebee_TF2-BB-3.jpg" border="0" alt="Transformers 2" width="450" height="667" /></a></p>
<p align="center"><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/Tran-01.jpg" border="0" alt="" width="250" height="378" /></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p align="left"><strong><br />
<strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ไชอา ลาบัฟ รับบท แซม วิทวิคกี้</strong><br style="font-weight: normal;" /><br style="font-weight: normal;" /><span style="font-weight: normal;"> แซม วิทวิคกี้ คือวัยรุ่นหนุ่มที่เคยเป็นผู้ลงมือสังหารเมกะทรอนในหนังภาคแรก ส่วนในภาคต่อนี้ แซมพยายามเดินหน้าใช้ชีวิตตามประสาเด็กหนุ่มธรรมดาต่อไป เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทางฝั่งอีสต์โคสต์ ซึ่งทำให้เขาต้องห่างไกลจากพ่อแม่และการดูแลของบัมเบิ้ลบี โดยแซมเลือกเรียนทางด้านดาราศาสตร์ ระหว่างเรียนต่ออยู่นั้น แซมเริ่มมองเห็นภาพสัญลักษณ์ของพวกเซเบอร์ทรอเนียน ที่กลายเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะค้นหาแหล่งของอีเนอร์ก้อนบนโลก พวกดีเซ็ปติคอนส์จึงตามล่าตัวเขาเพื่อให้ได้ข้อมูลนั้น<span id="more-3255"></span></span><br style="font-weight: normal;" /><br />
</strong></p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/TRF-53027.jpg" border="0" alt="" width="450" height="299" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> เมแกน ฟ็อกซ์ รับบท มิเกล่า บานส์</strong></p>
<p>เมแกน ฟ็อกซ์ ดาราสาวสุดเซ็กซี่ยังคงกลับมารับบทมิเกล่า แฟนสาวของแซม ซึ่งในภาคต่อนี้ พวกเขาต้องแยกจากกันเนื่องจาก มิเกล่าไม่มีเงินส่งตัวเองเรียนต่อมหาวิทยาลัยพร้อมกับแซมได้ แต่เธอได้งานทำที่ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์</p>
<p>ในความเป็นจริง ฟ็อกซ์ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ทำให้ต้องมีทีมงานคอยพยุงรถเอาไว้ ในฉากที่เธอต้องทำเหมือนขี่มอเตอร์ไซค์ อย่างไรก็ดี ก่อนหน้าที่จะกลับมาถ่ายทำหนัง <a href="http://www.pr-th.com" ><strong>TRANSFORMERS</strong></a>: Revenge of the Fallen ฟ็อกซ์ต้องลดน้ำหนักตัวลงเพื่อรับบทในหนัง Jennifer&#8217; s Body ซึ่งทำให้เธอต้องเพิ่มน้ำหนักตัวให้มากขึ้นภายในสามอาทิตย์ เมื่อต้องกลับมาเข้าฉากถ่ายทำ Transformers ภาค 2 โดยฟ็อกซ์บอกเหตุผลว่า &#8220;เป็นเพราะไมเคิลไม่ชอบผู้หญิงขี้ก้าง&#8221;</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/Trans-02.jpg" border="0" alt="" width="250" height="382" /></p>
<p align="left">
<p align="left"><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> จอช ดูฮาเมล รับบท กัปตันวิลเลี่ยม เลนน็อกซ์<br />
</strong><br />
ในภาค 2 นี้ ตัวละครของจอช ดูฮาเมลได้เลื่อนตำแหน่งและได้ทำงานร่วมมือกับหุ่นออโต้บ็อทส์ และยังได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเนสท์ หน่วยงานที่ต่อสู้กับดีเซ็ปติคอนส์ร่วมกับออโต้บ็อทส์</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/Trans-04.jpg" border="0" alt="" width="400" height="257" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ไทรีส กิ๊บสัน รับบท โรเบิร์ต เอ็ปป์ส</strong></p>
<p>โรเบิร์ต เอ็ปป์ส ตัวละครของ ไทรีส กิ๊บสัน คือ หนึ่งในกลุ่มทหารที่รอดตายจากการต่อสู้กับพวกดีเซ็ปติคอนส์ ในหนังภาคแรก และเช่นกัน ภาค 2 นี้ เขาได้เลื่อนยศและได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมของเนสท์</p>
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> จอห์น เทอร์เทอร์โร่ รับบท เร็จจี้ ซิมมอนส์</strong></p>
<p>เร็จจี้ ซิมมอนส์ ก็คือ อดีตเจ้าหน้าที่ของหน่วยเซ็คเตอร์ 7 ที่เคยเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์ ซึ่งบัดนี้หน่วยงานนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว มาในหนังภาค 2 ซิมม่อนส์ได้ลาออกจากหน้าที่ของเขา และมาทำงานในร้านอาหารของแม่ เมื่อแซมได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเขา  ว่ากันว่าเทอร์เทอร์โร่ได้รับอนุญาตให้ปีนพีรามิดจริง ระหว่างการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วย<strong></strong></p>
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> แมทธิว มาร์สเด้น รับบท แกรห์ม</strong></p>
<p>แกรห์ม คือ สมาชิกของกองทัพพิเศษของสหราชอาณาจักรที่มาเข้าร่วมกับเนสท์ มาร์สเด้นนั้นเติบโตมาพร้อมกับการนั่งอ่านการ์ตูนเรื่อง Transformers และเขายังมีความชื่นชอบในหนังภาคแรกอย่างมาก มาร์สเด้นได้รับเลือกให้มาร่วมแสดงหนังเรื่องนี้ หลังจากที่การออดิชั่นบทของเขาสร้างความประทับใจให้กับเบย์ จนเบย์ตัดสินใจเพิ่มบทบาทให้กับตัวละครของเขามากขึ้น</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/Trans-05.jpg" border="0" alt="" width="400" height="267" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> เรม่อน ร็อดริเกซ รับบท ลีโอ สปิตซ์</strong></p>
<p>ลีโอ สปิตซ์ คือ เพื่อนร่วมห้องในมหาวิทยาลัยของแซม เขาคือเจ้าของเว็บไซต์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของทฤษฎีสมคบคิด เขาคือตัวละครที่ร่วมเดินทางไปอียิปต์พร้อมกับแซมและมิเกล่า</p>
<p>ในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ร็อดริเกซต้องเผชิญกับพัดลมยักษ์ที่เป่าลมแรงขนาด 100 ไมล์ต่อชั่วโมงเข้าหาตัวเขา ทำให้เขาต้องใช้เวลานานถึง 45 นาทีกว่าจะล้างทรายทั้งหมดออกจากตาของเขาได้</p>
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> เควิน ดันน์ และ จูลี่ ไวต์ รับบท รอน และ จูดี้ วิทวิคกี้</strong></p>
<p>รอน และจูดี้ วิทวิคกี้ก็คือพ่อและแม่ของแซม ในภาคที่ 2 นี้พวกเขารู้เรื่องของหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์แล้ว และงานนี้ ครอบครัววิทวิคกี้ตัดสินใจเดินทางไปพักผ่อนที่ปารีส และต้องติดอยู่กลางสงครามด้วยตัวเองเลยทีเดียว</p>
<p><strong>หุ่นออโต้บ็อทส์</strong></p>
<p><strong></strong></p>
<p align="center"><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/Trans-06.jpg" border="0" alt="" width="300" height="401" /></strong></p>
<p align="left"><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ปีเตอร์ คัลเลน ให้เสียงพากย์เป็น อ็อพติมัส ไพรม์</strong></p>
<p>คัลเลนก็คือผู้ให้เสียงพากย์แก่ตัวละครผู้นำหุ่นออโต้บ็อทส์ ซึ่งก็คืออ็อพติมัส ไพรม์ ที่แปลงร่างเป็นรถบรรทุกปีเตอร์บิลท์สีน้ำเงินแดง คัลเลนได้ให้เสียงพากย์กับฉากเปิดของหนังในเดือนสิงหาคม ปี 2008 ก่อนที่จะเริ่มต้นให้เสียงกับตัวละครอ็อพติมัส ไพรม์ทั้งหมดในเดือนพฤศจิกายน นอกจากนี้ เบย์ยังได้เพิ่มบทรับเชิญให้กับคัลเลน เพื่อให้เขามีโอกาสได้ร่วมแสดงในหนังภาค 2 นี้อีกต่างหาก</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/wl00225683.jpg" border="0" alt="" width="450" height="192" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> มาร์ก ไรอัน ให้เสียงพากย์เป็น บัมเบิ้ลบี<br />
</strong><br />
ในหนังภาคแรก บัมเบิ้ลบี ซึ่งเป็นหุ่นที่คอยพิทักษ์แซมและมิเกล่า (และเมื่อแปลงร่างแล้ว บัมเบิ้ลบีก็คือรถเชฟโรเล็ต คาเมโร่รุ่น 5) ไม่มีเสียงพูดเกือบจะทั้งเรื่อง ยกเว้นช่วงท้ายเรื่องที่พูดได้เพียงไม่กี่ประโยค</p>
<p>นอกจากไรอันจะให้เสียงพากย์กับบัมเบิ้ลบีแล้ว เขายังต้องทำหน้าที่เป็นสแตนด์อิน ให้กับหุ่นยนต์หลายต่อหลายตัวในกองถ่ายหนังเรื่องนี้ด้วย มาในภาค 2 นี้ เสียงของบัมเบิ้ลบียังคงอยู่ในช่วงของการซ่อมแซม และเขายังคงใช้เสียงจากวิทยุมาเป็นตัวสื่อสารและแสดงอารมณ์ อย่างไรก็ดี แซมไม่สามารถพาบัมเบิ้ลบีไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยกับเขาได้ เพราะทางมหาวิทยาลัยมีกฎห้ามเด็กปีหนึ่งมีรถใช้ส่วนตัว</p>
<p>เอ๊ด เวลเบิร์น รองประธานฝ่ายออกแบบของจีเอ็ม เปิดเผยว่าได้มีการออกแบบรถคาเมโร่ขึ้นมาใหม่ เพื่อเน้นให้เห็นว่าบัมเบิ้ลบีมีความแข็งแกร่งขึ้น หลังจากมีการซ่อมแซมส่วนขาของเขาที่เคยถูกทำลายไปในภาคแรก</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/Ironhide.jpg" border="0" alt="" width="400" height="267" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> เจสส์ ฮาร์เนลล์ ให้เสียงพากย์เป็น ไอรอนไฮด์</strong></p>
<p>ไอรอนไฮด์ คือหุ่นออโต้บ็อทส์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของอาวุธ และแปลงร่างเป็นรถจีเอ็มซี  ท็อปคิ๊ค</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/ratchet.jpg" border="0" alt="" width="341" height="241" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> โรเบิร์ต ฟ็อกซ์เวิร์ธ ให้เสียงพากย์เป็น แร็ทเช็ท</strong></p>
<p>แร็ทเช็ท ก็คือ หุ่นออโต้บ็อทส์ที่มีหน้าที่ในการรักษาพยาบาล ผู้แปลงร่างเป็นรถฮัมเมอร์ เอช 2</p>
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> จอห์น เทอร์เทอร์โร่ ให้เสียงพากย์เป็น เจ็ทไฟร์</strong></p>
<p>เจ็ทไฟร์ ก็คื ออดีตฝ่ายดีเซ็ปติคอนส์ที่สามารถแปลงร่างเป็นเครื่องแบล็คเบิร์ด เอสอาร์-71 หลังจากได้รับบาดเจ็บ เจ็ทไฟร์ตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มออโต้บ็อทส์ ซึ่งในตอนที่เป็นการ์ตูนนั้น เจ็ทไฟร์สามารถรวมตัวกับอ็อพติมัส ไพรม์ ทำให้อ็อพติมัสสามารถบินได้</p>
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> อาร์ซี</strong></p>
<p>อาร์ซ ีคือ หุ่นยนต์เพศหญิงที่ประกอบจากหุ่นยนต์ที่แยกต่างหากกัน 3 ตัว ซึ่งสามารถแปลงร่างไปเป็นมอเตอร์ไซค์ได้ อย่างไรก็ดี อาร์ซี คือ หุ่นที่โดนตัดออกจากหนังภาคแรกด้วยความที่ทางผู้สร้างเป็นกังวลในเรื่องขนาด ตัวที่ดูเล็กเกินไป เมื่อเทียบกับหุ่นตัวอื่นๆ และทางทีมผู้เขียนบทยังเกรงว่าจะไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบายว่า ทำไมอาร์ซีถึงมีเพศเป็นหญิง แต่ในภาค 2 นี้ คนดูจะได้รู้จักกับอาร์ซีเสียที</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/twins.jpg" border="0" alt="" width="400" height="363" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> มัดแฟล็ป และ สกิ้ดส์<br />
</strong><br />
มัดแปล็ป และ สกิ้ดส์ คือ หุ่นแฝดจอมซ่าส์ ที่แปลงร่างเป็นรถเชฟโรเล็ต แทร็กซ์ สีแดง และรถเชฟโรเล็ต บีทสีเขียว ทั้งคู่คือหุ่นวัยรุ่นสุดโจ๋ ขณะที่มัดแฟล็ปเป็นพวกไฮเปอร์ สกิ้ดส์เป็นพวกหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองฉลาดกว่ามัดแฟล็ป ทั้งคู่เป็นวัยรุ่นที่พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่กลับไม่สามารถหยุดพล่ามได้</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/sideswipe.jpg" border="0" alt="" width="400" height="260" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ไซด์สไวป์</strong></p>
<p>ไซด์สไวป์ คือ หุ่นที่เชี่ยวชาญในการต่อสู้ด้วยดาบ แต่เริ่มเดิมที ทีมเขียนบทจินตนาการให้ไซด์สไวป์เป็นรถแลมบอร์กินี่ แต่เบย์กับทีมที่รับผิดชอบในการเลือกรุ่นของรถ กลับเลือกให้เขาแปลงร่างเป็นรถเชฟโรเล็ต คอร์เว็ทท์ส สติงเรย์ แทน</p>
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> โจลท์<br />
</strong><br />
โจลท์ คือ หุ่นที่ถูกเพิ่มเข้ามาในนาทีสุดท้าย เมื่อทางจีเอ็ม ผู้เอื้อเฟื้อรถยนต์ให้กับหนัง ต้องการโปรโมตรถเชพโรเล็ต โวลท์ ซึ่งเป็นรถพลังงานไฟฟ้า</p>
<p><strong>หุ่นดีเซ็ปติคอนส์</strong></p>
<p><strong></strong></p>
<p align="center"><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/MEGATRON.jpg" border="0" alt="" width="300" height="436" /></strong></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ฮิวโก้ วีฟวิ่ง ให้เสียงพากย์เป็น เมกะทรอน</strong></p>
<p>เมกะทรอน คือ ผู้นำกลุ่มหุ่นดีเซ็ปติคอนส์ที่ชั่วร้าย เขาถูกฆ่าตายและถูกโยนซากลงไปกลางท้องทะเลลึก แต่ในภาค 2 นี้ คอนสตรัคติคอนส์ได้นำเมกะทรอนกลับมาซ่อมแซม ด้วยชิ้นส่วนของหุ่นตัวอื่นๆ  และเมกะทรอนยังแข็งแกร่งขึ้นด้วย อันเนื่องมาจากดูดซับพลังจากออลล์สปาร์ค ที่ถูกฝังอยู่ในร่างเพื่อฆ่าเขาในภาคแรก</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/STARSCREAM.jpg" border="0" alt="" width="264" height="404" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ชาร์ลี แอ็ดเลอร์ ให้เสียงพากย์เป็น สตาร์สครีม</strong></p>
<p>สตาร์สครีม คือ ผู้บัญชาการภาคอากาศของฝ่ายดีเซ็ปติคอนส์ ที่สามารถแปลงร่างเป็นเครื่องแร็ปเตอร์ เอฟ-22 ได้ในตอนจบของหนังภาคที่แล้ว สตาร์สครีมบินหนีไปได้ และในคราวนี้เขากลับมาพร้อมกับสัญลักษณ์ของไซเบอร์ทรอเนียน และกลายมาเป็นผู้บัญชาการกองทัพใหม่ของดีเซ็ปติคอนส์</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/soundwave.jpg" border="0" alt="" width="324" height="166" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> แฟรงก์ เวลเกอร์ ให้เสียงพากย์เป็น ซาวด์เวฟ</strong></p>
<p>ซาวด์เวฟ คือ เจ้าหน้าที่ผู้ชาญฉลาดของฝ่ายดีเซ็ปติคอนส์ เขามีความสามารถในการแปลงร่างเป็นยานไซเบอร์ทรอเนี่ยน ที่มีความสามารถในการส่งสัญญาณดาวเทียม</p>
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> กรินดอร์ และ สกอร์โปน็อก</strong></p>
<p><strong> กรินดอร์ และ สกอร์โปน็อก</strong> ก็คือ หุ่นที่แปลงร่างเป็นเฮลิคอปเตอร์ และหุ่นแมงป่อง หลังจากที่เลนน็อกซ์ฆ่าแบล็คเอ้าต์ไปในหนังภาคแรก สกอร์โปน็อกยังซ่อนตัวอยู่กลางทะเลทราย เพื่อซ่อมแซมหาง และกลับมาร่วมมือกับกรินดอร์ ที่เหมือนตัวโคลนนิ่งของคู่หูจากหนังภาคแรกของเขา</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/fallen.jpg" border="0" alt="" width="400" height="264" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> เดอะฟอลเล่น<br />
</strong><br />
เดอะฟอลเล่น คือ หนึ่งในหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์ 13 ตัวแรก และเป็นหนึ่งในผู้กระตุ้นให้เมกะทรอนตั้งกลุ่มดีเซ็ปติคอนส์ เดอะฟอลเล่นติดอยู่ในอีกมิติหนึ่ง แต่สามารถสื่อสารกับพวกดีเซ็ปติคอนส์ผ่านหน้าต่างระหว่างมิติได้</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/Devastator.jpg" border="0" alt="" width="255" height="355" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> คอนสตรัคติคอนส์/ ดีวาสเตเตอร์</strong></p>
<p>คือหุ่นยักษ์ที่สูงถึง 46 ฟุตที่เกิดจากการรวมตัวของยานพาหนะที่ใช้ในการก่อสร้างหลายชนิด และมีลักษณะการเดินด้วยขาทั้งสี่เหมือนกับกอริลล่า</p>
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ดีโมลิชเชอร์</strong></p>
<p>ดีโมลิชเชอร์คือผู้คอยปกป้องกลุ่มดีเซ็ปติคอนส์ในเซี่ยงไฮ้ โดยดีโมลิชเชอร์สามารถแปลงร่างเป็นเครื่องขุดเจาะ เหมืองด้วยระบบไฮโดรลิคสีแดง</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/sideways_1.jpg" border="0" alt="" width="304" height="265" /></p>
<p align="left">
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ไซด์เวย์ส</strong></p>
<p>ไซด์เวย์สคือหุ่นที่แปลงร่างเป็นรถออดี้ อาร์ 8 สีเงินที่ซ่อนตัวอยู่กับดีโมลิชเชอร์ในเซี่ยงไฮ้ จนกระทั่งกลุ่มออโต้บ็อทส์มาเจอตัวเขาเข้า</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก<br />
kapook.com<br />
<img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/logo-uip-home.gif" border="0" alt="" width="150" height="49" /></p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581-transformers-2-%25e0%25b8%25a7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F06&amp;t=%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%20Transformers%202%20%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87"  id="facebook_share_button_3255" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_3255') || document.getElementById('facebook_share_icon_3255') || document.getElementById('facebook_share_both_3255') || document.getElementById('facebook_share_button_3255');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_3255') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-transformers-2-%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคติดต่อมาพร้อมหน้าฝน แนะระวังการใช้ยา</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%99/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%99/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Jun 2009 01:31:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[โรคติดต่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=3161</guid>
		<description><![CDATA[กระทรวง สาธารณสุขประกาศเตือนภัย 15 โรคติดต่อที่มาพร้อมกับฤดูฝน แนะนำประชาชนระมัดระวังการใช้ยา โดยเฉพาะแอสไพริน อาจส่งผลร้ายต่อโรคบางโรคได้ วันนี้(14 มิ.ย.) นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในฤดูกาลนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิด สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็วที่สำคัญ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคฉี่หนู โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้มาลาเรีย โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคบิด โรคไข้สมองอักเสบเจอี โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง โรคปอดอักเสบ และโรคไข้หวัดนก ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลทุกแห่ง จับตาเป็นพิเศษ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2552 เป็นช่วง 90 วันอันตราย ให้แพทย์ตรวจคัดกรองผู้ป่วยโดยละเอียด และโรคที่ต้องติดตามต่อเนื่อง 2 โรคคือ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดในประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปีก โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนก ไทยไม่พบติดเชื้อในคนมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี แต่ประมาทไม่ได้ เพราะหากเกิดขึ้นในฤดูฝน เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดใน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;">กระทรวง สาธารณสุขประกาศเตือนภัย 15 โรคติดต่อที่มาพร้อมกับฤดูฝน แนะนำประชาชนระมัดระวังการใช้ยา โดยเฉพาะแอสไพริน อาจส่งผลร้ายต่อโรคบางโรคได้</span><span id="more-3161"></span><img style="width: 450px; height: 297px;" src="http://hilight.kapook.com/img_cms/rain-and-pill.jpg" border="0" alt="15โรคติดต่อมาพร้อมฝน" width="450" height="297" /><br />
วันนี้(14 มิ.ย.) นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในฤดูกาลนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิด สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็วที่สำคัญ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคฉี่หนู โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้มาลาเรีย โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคบิด โรคไข้สมองอักเสบเจอี โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง โรคปอดอักเสบ และโรคไข้หวัดนก ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลทุกแห่ง จับตาเป็นพิเศษ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2552 เป็นช่วง 90 วันอันตราย ให้แพทย์ตรวจคัดกรองผู้ป่วยโดยละเอียด และโรคที่ต้องติดตามต่อเนื่อง 2 โรคคือ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดในประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปีก โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนก ไทยไม่พบติดเชื้อในคนมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี แต่ประมาทไม่ได้ เพราะหากเกิดขึ้นในฤดูฝน เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดใน ฤดูฝนได้</p>
<p>ด้าน นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้ออกประกาศเตือนประชาชนในการป้องกันโรคติดต่อที่มักเกิด ขึ้นในฤดูฝน จัดส่งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกัน โดยมี 5 กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่</p>
<p><span style="font-weight: bold;">1.กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย</span> ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ</p>
<p><span style="font-weight: bold;">2.กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย</span> คือ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือไข้ฉี่หนู อาการเด่นคือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง</p>
<p><span style="font-weight: bold;">3.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ</span> ที่พบบ่อยได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม</p>
<p><span style="font-weight: bold;">4.กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง</span> ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่<br />
4.1 ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ 80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้าน<br />
4.2 ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis) มียุงรำคาญ มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา<br />
<span style="font-weight: bold;"> </span>เป็นตัวนำโรค<br />
4.3 โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่า เป็นพาหะนำโรค</p>
<p><span style="font-weight: bold;">5.โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง</span> ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา</p>
<p>ขณะที่ นพ.ม.ล. สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการเฝ้าระวัง 15 โรคดังกล่าว ตลอดเดือนพฤษภาคม 2552 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ราย โดยเสียชีวิตจากปอดบวม 8 ราย อุจจาระร่วงเฉียบพลัน 3 ราย และไข้เลือดออกและไข้สมองอักเสบ อย่างละ 1 ราย สถานการณ์โดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ นอกจากนี้ ในช่วงหน้าฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนานๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมลงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือการรับประทานยาลดไข้ เช่น ยาในกลุ่มแอสไพริน ห้ามกินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรคที่สำคัญ 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคไข้ฉี่หนู ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น</p>
<p><span style="color: #0000ff;">อธิบดี กรมควบคุมโรค กล่าวด้วยว่า ในการป้องกันโรคในฤดูฝน ขอให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่นๆ อยู่แล้ว ต่ำลงไปอีก จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ควรดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ถ่ายอุจจาระลงส้วม หากในช่วงที่มีน้ำท่วมขัง และส้วมใช้การไม่ได้ ห้ามถ่ายอุจจาระลงน้ำ ขอให้ถ่ายอุจจาระลงในถุงพลาสติก แล้วปิดปากถุงให้แน่น</span></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/logo/thairath.jpg" border="0" alt="" /></p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259d%25e0%25b8%2599%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F06&amp;t=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9D%E0%B8%99%20%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%B2"  id="facebook_share_button_3161" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_3161') || document.getElementById('facebook_share_icon_3161') || document.getElementById('facebook_share_both_3161') || document.getElementById('facebook_share_button_3161');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_3161') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%99/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการปรับแต่ง Firefox ให้เร็วขึ้นและกิน RAM น้อยลง (steb by steb.)</title>
		<link>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87-firefox-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06</link>
		<comments>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87-firefox-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2009 02:50:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PR-TH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[Firefox]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pr-th.com/?p=3094</guid>
		<description><![CDATA[ปรับแต่ง Firefox ให้เร็วขึ้นและกิน RAM น้อย เริ่มกันเลยนะครับ ก่อน อื่นให้เปิดโปรแกรม Firefox ขึ้นมาก่อน จะต่อเน็ตหรือไม่ต่อก็ได้ ในช่อง URL ให้พิมพ์คำว่า about:config ลงไป เพื่อทำการเข้าไปปรับค่าต่างๆ ของโปรแกรม ให้ทำการแก้ไขค่าต่างๆ ดังนี้ network.http.proxy.pipelining จะเห็นว่าค่าเดิมเป็น false ให้ทำการแก้ไขให้เป็น true การแก้ไขทำได้โดย ดับเบิ้ลคลิกที่บรรทัดนั้นๆ ได้เลย network.http.pipelining.maxrequests ให้ แก้ไขโดยการดับเบิ้ลคลิก จากนั้นจะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมา เพื่อให้เราได้แก้ไขค่า (ซึ่งการแก้ไขในส่วนอื่นๆ ก็จะทำแบบเดียวกันนี้) ซึ่งค่าเดิมๆ คือ 4 ให้เราแก้เป็น 200 network.http.max-connections จาก 24 ให้แก้เป็น 64 network.http.max-connections-per-server จาก 8 ให้แก้เป็น 20 network.http.max-persistent-connections-per-proxy ค่าเดิมๆ คือ 4 ให้แก้ไขเป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ปรับแต่ง Firefox ให้เร็วขึ้นและกิน RAM น้อย</strong><br />
เริ่มกันเลยนะครับ</p>
<p>ก่อน อื่นให้เปิดโปรแกรม Firefox ขึ้นมาก่อน จะต่อเน็ตหรือไม่ต่อก็ได้ ในช่อง URL ให้พิมพ์คำว่า about:config ลงไป เพื่อทำการเข้าไปปรับค่าต่างๆ ของโปรแกรม<span id="more-3094"></span></p>
<p>ให้ทำการแก้ไขค่าต่างๆ ดังนี้</p>
<p>network.http.proxy.pipelining</p>
<p>จะเห็นว่าค่าเดิมเป็น false ให้ทำการแก้ไขให้เป็น true การแก้ไขทำได้โดย ดับเบิ้ลคลิกที่บรรทัดนั้นๆ ได้เลย</p>
<p>network.http.pipelining.maxrequests</p>
<p>ให้ แก้ไขโดยการดับเบิ้ลคลิก จากนั้นจะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมา เพื่อให้เราได้แก้ไขค่า (ซึ่งการแก้ไขในส่วนอื่นๆ ก็จะทำแบบเดียวกันนี้) ซึ่งค่าเดิมๆ คือ 4 ให้เราแก้เป็น 200</p>
<p>network.http.max-connections</p>
<p>จาก 24 ให้แก้เป็น 64</p>
<p>network.http.max-connections-per-server</p>
<p>จาก 8 ให้แก้เป็น 20</p>
<p>network.http.max-persistent-connections-per-proxy</p>
<p>ค่าเดิมๆ คือ 4 ให้แก้ไขเป็น 10</p>
<p>network.http.max-persistent-connections-per-server<br />
[ad]<br />
ค่าเดิมคือ 2 ให้แก้ไขเป็น 10</p>
<p>network.http.request.max-start-delay</p>
<p>ค่าเดิมๆ คือ 10 ให้เราแก้ไข เป็น 0 ในส่วนนี้เป็นช่วงกำหนดเวลา</p>
<p>network.http.proxy.version</p>
<p>ค่าเดิมๆ คือ 1.1 แก้ไขเป็น 1.0</p>
<p>จาก นั้น คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง เลือกที่ New แล้วเลือกที่ Integer จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นมา ให้เราใส่ชื่อเป็น nglayout.initialpaint.delay จากนั้น จะให้เราใส่ค่า value ให้เราใส่ค่าเป็น 0</p>
<p>สร้างตัวแปรใหม่ ขึ้นมา เป็นแบบ Integer ด้วยวิธีเดียวกับวิธีข้างบน ใส่ชื่อตัวแปร เป็น browser.sessionhistory.max_total_viewers ส่วนการกำหนดค่า ของตัวแปรตัวนี้นั้น จะเป็นในส่วนของการเก็บแคช ดังนั้นจึงควรใส่ตามปริมาณแรมของเครื่องนั้นๆ</p>
<p>แรม 32 MB ให้ใส่ 0<br />
แรม 64 MB ให้ใส่ 1<br />
แรม 128 MB ให้ใส่ 2<br />
แรม 256 MB ให้ใส่ 3<br />
แรม 512 MB ให้ใส่ 5</p>
<p>ถ้า หากว่า มีปริมาณแรมเกินกว่านี้ ให้ใส่ 8 และห้ามกำหนดค่าตัวแปร เกิน 8 เพราะถ้าใส่ค่ามากกว่านี้ Firefox จะปิดการทำงานของแคช</p>
<p>สร้าง ตัวแปร ใหม่ขึ้นมา เป็นประเภท Integer ชื่อตัวแปร Browser.cache.memory.capacity สำหรับค่าของตัวแปร จะแปรผันตามวิธีด้านบน หรือจะกำหนดค่าตัวแปรเท่ากันกับตัวบนเลยก็ได้</p>
<p>สร้างตัวแปรใหม่ โดยเลือกที่ Boolean ชื่อของตัวแปรใส่เป็น config.trim_on_minimize กำหนดค่าของตัวแปรเป็น True</p>
<p>จาก นั้นก็ปิด Firefox แล้วทำการเปิดขึ้นมาใหม่ ทดลองเข้าเว็บต่างๆ ดู จะพบว่าสามารถเปิดเว็บได้อย่างไหลลื่นขึ้น นอกจากนี้ ให้คลิกขวาที่ Shortcut ของ Firefox เลือก Properties ที่แถบด้านบนเลือกเป็น Shortcut สังเกตในช่อง Target ให้เราเคาะเว้นวรรคก่อน 1 ครั้ง แล้วใส่นี้ /Perfect:1 อย่างเครื่องของเรา ก็จะได้เป็น &#8220;C:\Program Files\Mozilla Firefox\firefox.exe&#8221; /Perfect:1</p>
<p>แค่นี้เราก็ได้ใช้ Firefox แบบไหลลื่นขึ้นแล้วครับ</p>
<a target="_blank" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http%3A%2F%2Fwww.pr-th.com%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2587-firefox-%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2589%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2587%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%2F06&amp;t=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%20Firefox%20%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%20RAM%20%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%87%20%28steb%20by%20steb.%29"  id="facebook_share_button_3094" style="font-size:11px; line-height:13px; font-family:'lucida grande',tahoma,verdana,arial,sans-serif; text-decoration:none; display: -moz-inline-block; display:inline-block; padding:1px 20px 0 5px; margin: 5px 0; height:15px; border:1px solid #d8dfea; color: #3B5998; background: #fff url(http://b.static.ak.fbcdn.net/images/share/facebook_share_icon.gif) no-repeat top right;">Share</a>
	<script type="text/javascript">
	<!--
	var button = document.getElementById('facebook_share_link_3094') || document.getElementById('facebook_share_icon_3094') || document.getElementById('facebook_share_both_3094') || document.getElementById('facebook_share_button_3094');
	if (button) {
		button.onclick = function(e) {
			var url = this.href.replace(/share\.php/, 'sharer.php');
			window.open(url,'sharer','toolbar=0,status=0,width=626,height=436');
			return false;
		}
	
		if (button.id === 'facebook_share_button_3094') {
			button.onmouseover = function(){
				this.style.color='#fff';
				this.style.borderColor = '#295582';
				this.style.backgroundColor = '#3b5998';
			}
			button.onmouseout = function(){
				this.style.color = '#3b5998';
				this.style.borderColor = '#d8dfea';
				this.style.backgroundColor = '#fff';
			}
		}
	}
	-->
	</script>
	]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pr-th.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87-firefox-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/06/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

